ตอนที่ผมยังเป็น เด็กอยู่นั้นเช้าวันอาทิตย์จะเป็นวันที่ผมตื่นเช้าเป็นพิเศษ ไม่ใช่เพราะอยากดูการ์ตูนเท่านั้น แต่เพราะต้องรีบตื่นมาดักเอาหนังสือพิมพ์อ่านเป็นคนแรก คอลัมน์ที่ผมชอบอ่านมากก็คือ “ลุงหนวดหาคู่” กับ “มาลัยเสี่ยงรัก” ผมอ่านไปยิ้มไปทั้งๆ ที่ยังไม่รู้เดียงสากับเรื่องรักๆ ใคร่ๆ สักนิด คงเข้าใจแล้วใช่ไหมครับว่าทำไมผมต้องรีบลงมาอ่านเป็นคนแรก เพราะขืนใครรู้เข้าผมต้องโดนล้อแน่ๆ กว่าจะรู้เดียงสาเรื่องความรักผมก็อายุย่าง 18 ปีแล้ว ตอนนั้นผมเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 5 หากใครไม่มีแฟนหรือคนที่เป็นข่าวด้วย (สมัยนี้คงเรียกว่า กิ๊ก) จะเป็นเรื่องที่เสียฟอร์มเอามากๆ ผู้ชายทุกคนจึงต้องทำให้ตัวเองดูน่าสนใจเผื่อว่าจะมีสาวๆ มาหลงชอบบ้างสักคน วิธีการของผมคือสมัครเป็นตัวแทนแข่งขันทุกประเภทในนามของโรงเรียนแม้กระทั่งสมัครเป็นคนเชิญธงชาติทุกเช้า แย่หน่อยตรงที่วันหนึ่งผมหัวแตกแต่ยังต้องออกไปเชิญธงชาติเลยกลายเป็นที่มาของฉายาว่า “รุ่นพี่หัวปะ” ถึงจะน่าอายแต่อย่างน้อยการเป็นจุดสนใจ ก็ทำให้ผมเชื่อเอาเองว่าจะมีคนมาแอบปลื้มแอบชอบ และทำให้ผมไม่ต้องเสียฟอร์มว่าเป็นคนไม่มีแฟน?? หลายปีผ่านไปการสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนต่างเพศ โดยการเข้าไปทำความรู้จักแนะนำตัวเอง หรือการใช้ความสัมพันธ์แบบรุ่นพี่กับรุ่นน้องอย่างที่ผมคุ้นเคยเริ่มกลายเป็นเรื่องล้าสมัยเสียแล้ว ทุกวันนี้เราคงเคยได้ยินว่ามีคู่แต่งงานหลายคู่ที่รู้จักกันผ่านอินเทอร์เน็ต ยิ่งเดี๋ยวนี้มี Facebook ด้วยแล้วก็ยิ่งกลายเป็นเรื่องง่าย หนุ่มสาวสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลและรูปถ่ายได้ในเวลาอันรวดเร็ว ดูๆ ไปก็สะดวก และเหมาะสำหรับโลกในยุคปัจจุบันดี จะติดก็ตรงที่เราไม่แน่ใจว่าข้อมูลที่เราได้มานั้นมันจะเป็น Facebook หรือ Fakebook กันแน่ ดังนั้นข่าวอาชญากรทางอินเตอร์เน็ตที่เหยื่อถูกหลอกไปทำอนาจารจึงมีให้เราเห็นมากไม่แพ้กัน ส่วนใหญ่ก็เพราะหลงในรูปหล่อๆ สวยๆ และเชื่อในข้อมูลที่แปะไว้ใน Social network นั่นเอง?? ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ที่เราชอบมองคนที่หน้าตาดี แต่ถ้าเราไม่ระมัดระวังรูปร่างภายนอกก็อาจจะหลอกลวงเราได้ แม้เราจะชอบพูดกันเสียงดังว่าเรารักคนที่นิสัย แต่พอเอาเข้าจริงหลายคนก็แพ้ให้กับเสน่ห์ภายนอก ไม่ว่าจะเป็นแววตาชวนฝัน หรืออาจเป็นริมฝีปากที่หยาดเยิ้ม ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ธุรกิจศัลยกรรมรูปร่างและใบหน้ามีลูกค้าแห่มาใช้บริการไม่ขาดสาย และถ้าไม่ใช่ว่าผมเป็นคริสเตียนและกลัวมีดหมอเอามากๆ ผมอาจกลายเป็น โดมหรือณเดช ไปแล้วก็ได้นะครับ (แต่ความสูงนี่คงเพิ่มกันลำบาก)?? ในความคิดเห็นส่วนตัวแล้วผมไม่ได้รู้สึกต่อต้านการดูแลความสวยงามให้กับตัวเองเพราะผมยังชอบพาแฟนไปร้านทำผม หรือชอบให้เธอแต่งหน้าเวลาออกงานด้วยกัน แต่สิ่งที่ผมเป็นห่วงก็คือการให้คุณค่าและความสำคัญกับเรื่องความสวยงามมากจนลืมสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า ในพระธรรม 1 ซามูเอล บทที่ 16 ได้สะท้อนให้เราเห็นว่าแม้แต่ผู้เผยพระวจนะอย่างซามูเอลก็ยังเผลอใช้คุณลักษณะภายนอกในการตัดสินคนที่จะมาเป็นกษัตริย์ของชนชาติอิสราเอล จนพระเจ้าได้ตรัสกับท่านว่า “อย่ามองดูที่รูปร่างภายนอกหรือที่ความสูงแห่งร่างกายของเขา เพราะเราไม่ยอมรับเขา เพราะพระยาห์เวห์ไม่ได้ทรงทอดพระเนตรเหมือนที่มนุษย์ดู เพราะมนุษย์ดูที่รูปร่างภายนอกแต่พระยาห์เวห์ทอดพระเนตรจิตใจ” (1 ซามูเอล 16:7) พระเจ้าทรงสอนให้เรามองคนคนหนึ่งให้ลึกลงไปกว่าสิ่งที่เราเห็นจากภายนอก และเพื่อให้มันเกิดขึ้นจริงในชีวิตของตัวเอง ผมจึงมักท่องพระคัมภีร์ข้อหนึ่งให้ขึ้นใจอยู่เสมอว่า “เสน่ห์เป็นของหลอกลวง และความงามก็ไม่จีรัง แต่สตรีที่ยำเกรงพระยาห์เวห์สมควรได้รับคำสรรเสริญ” (สุภาษิต 31:30) ซึ่งผมอยากแบ่งปันสิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากพระคัมภีร์ตอนนี้ว่าเราจะสามารถให้ความสำคัญกับภายในมากกว่ารูปกายภายนอกได้อย่างไร?? ประการแรก “เสน่ห์หลอกเราได้” ถ้ามีใครเคยใช้สุ่มจับปลาจะรู้ว่า การหักเหของแสงจะทำให้เรามองเห็นปลาจากผิวน้ำอยู่ใกล้กว่าความเป็นจริง และทำให้เราจับปลาไม่ได้ถ้าไม่รู้ความจริงข้อนี้ เสน่ห์ก็เหมือนกับผิวน้ำที่หักเหแสงจนทำให้เราไม่สามารถมองเห็นปลาอย่างที่มันเป็นจริงๆ ได้ การรักษาระยะห่างที่เหมาะสมจะทำให้เราสามารถชื่นชมเสน่ห์ แต่ไม่หลงเสน่ห์จนถูกหลอกได้ ดังนั้นถ้าเราต้องการรู้จักใครสักคนหนึ่งเราจำเป็นต้องเข้าใกล้เขาให้มากพอที่จะรู้จักกัน อาจจะเรียกว่ากระชับวงล้อมก็คงพอได้กระมัง แต่ก็ต้องรักษาระยะห่างจนไม่กลายเป็นคนตาบอดเพราะความรักความหลง ลองคิดดูเล่นๆ นะครับถ้ามีชายหนุ่มหรือหญิงสาวที่มีรูปร่างหน้าตาถูกใจเรามานั่งติดกับเราสัก 5 นาที (ลองสมมติเป็นคนที่คุณแอบชอบอยู่ก็ได้) รับรองได้เลยว่าเราคงแทบนั่งไม่ติดเลยล่ะครับ เอาแค่ควบคุมให้หัวใจเต้นไม่เกิน 90 ครั้ง/นาทีได้ก็เก่งมากแล้ว แต่ถ้าเราถอยห่างออกมาอีกสักนิดให้พอเหมาะ บางทีนอกจากเราจะได้ปลื้มกับใบหน้าหล่อๆ สวยๆ แล้ว เราจะได้เห็นด้วยว่าหัวใจของเธอหรือเขามันสวยหล่อเหมือนที่ปรากฏภายนอกหรือไม่?? ประการต่อมา “ความงามมีวันหมดอายุ” ตอนที่ผมอายุ 18 ปี ผมมักใช้เวลาเป็นชั่วโมงในแต่ละวันกับการยืนมองตัวเองหน้ากระจก เพราะตอนนั้นผมเริ่มเล่นเพาะกายอะไรๆ มันก็ดูหล่อ ดูดีและดูตึงไปหมด แต่มาตอนนี้กล้ามท้อง 6 ลูกมันเริ่มจะมารวมกันเป็นลูกเดียวแล้ว และแผงกล้ามอกที่เคยตึงมันก็ชักจะหย่อนคล้อยลงไปบ้างแล้ว เหลือก็แต่หูนี่ล่ะครับที่นับวันจะตึงมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นถ้าเรารักชอบใครสักคนเพราะความงามภายนอกของเขาเพียงอย่างเดียว ผมบอกได้เลยว่าความรักที่คุณมีให้เขามันจะลดน้อยลงเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงวันหมดอายุในที่สุดและนี่เป็นเหตุผลสำคัญที่เราควรใช้เวลาศึกษาความงามภายในให้มากขึ้นเพราะสิ่งเหล่านั้นไม่มีวันที่จะหมดอายุ?? ประการสุดท้าย และเป็นประการที่สำคัญมากที่สุดก็คือ “เลือกคนที่รักพระเจ้า” ในทางจิตวิทยานั้นอธิบายว่ามนุษย์ทุกคนจะได้รับอิทธิพลจากสิ่งที่เขาอยู่ใกล้และใช้เวลาด้วย ดังนั้นเราจึงมีนิสัยบางอย่างคล้ายพ่อแม่ หรือคนที่เลี้ยงดูเรามา แม้ว่านิสัยนั้นจะเป็นสิ่งที่เราไม่ปรารถนาก็ตาม และเป็นเหตุผลเดียวกับที่นักจิตวิทยาพัฒนาการพยายามเตือนพ่อแม่ไม่ให้ปล่อยให้ลูกเล็กๆ อยู่กับวีดีโอเกมที่ใช้ความรุนแรงมากเกินไป เวลาที่ผมถามคนทั่วไปว่าชอบคู่ครองหรือคนรักแบบไหน คำตอบที่ได้ยินบ่อยที่สุดก็คือ “ชอบคนดี” แต่น่าแปลกที่คนเหล่านั้นกลับไปมองหาคนดีในสถานที่เที่ยวกลางคืน อย่าเพิ่งเข้าใจผิดนะครับ ผมไม่ได้หมายความว่าคนเที่ยวกลางคืนเป็นคนไม่ดีทุกคนนะครับ แต่โอกาสที่เราจะได้เจอคนดีในสถานที่ที่ดีย่อมมีมากกว่าไม่ใช่หรือครับ พูดง่ายๆ ก็คือสถานที่ และบุคคลที่เราไปและใช้เวลาด้วยจะมีผลกับวิธีคิดและการใช้ชีวิตของเรานั่นเอง เมื่อเป็นเช่นนั้นคนที่ใช้เวลากับพระเจ้าผู้ประเสริฐก็น่าจะเป็นคนที่น่าปรารถนามากที่สุดไม่ใช่หรือครับ เพราะพระเจ้าทรงเป็นความรัก ทรงอดทนนาน ทรงพร้อมให้อภัยอยู่เสมอ ในยามที่เรา ต้องการคนรับฟังพระองค์ทรงเป็นที่ปรึกษามหัศจรรย์ ฯลฯ หนุ่มสาวที่รักทุกท่านครับพระลักษณะของพระเจ้าเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่คุณกำลังตามหาในตัวของคู่ชีวิตในอนาคตของคุณหรอกหรือครับ?? ผมเคยถามผู้หญิงคริสเตียนหน้าตาดีคนหนึ่งว่า “เพราะอะไรถึงยังไม่มีแฟน” เธอตอบว่า “พี่รู้มั้ยผู้ชายดีๆ มันหายาก ยิ่งผู้ชายคริสเตียนดีๆ ยิ่งยากเข้าไปใหญ่” ปรากฏว่าคนที่ฟังอยู่ด้วยกันสิบกว่าคนหัวเราะกันครืน แต่ผมฟังแล้วตลกไม่ออก เชื่อผมเถอะครับว่าถ้าเราเป็นคริสเตียนที่ใช้เวลากับพระเจ้าอย่างสม่ำเสมอ เราจะกลายเป็นชาย และหญิงที่ดีขึ้นในทุกๆ วันอย่างแน่นอน ดังนั้นชายและหญิงคริสเตียนดีๆ หาไม่ยากแน่นอนครับแต่เราไม่ได้ออกไปหามากกว่า เราคงไม่ได้คิดว่าพอตื่นเช้าขึ้นมาจะมีนกกระจาบตัวใหญ่คาบเอาห่อผ้ามาทิ้งหน้าบ้าน แล้วข้างในนั้นจะมีชายหรือหญิงในฝัน แล้วก็จูงมือกันเข้าประตูวิวาห์หรอกนะครับ อย่างที่ผมกล่าวไว้ตั้งแต่ต้นว่าถ้าเราไม่เข้าใกล้คนที่เราสนใจเราก็ไม่สามารถรู้จักเขาหรือเธอได้ แต่ถ้าคุณอยู่ใกล้เกินไปที่คุณรักก็อาจไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของคนคนนั้น ดังนั้นผมอยากให้ทุกคนเตือนใจตัวเองอยู่เสมอที่จะมองหาความงามภายในที่จะสามารถรักเขาไปตลอดชีวิตของคุณ เมื่อนั้นล่ะคุณจะพบคู่แท้ คู่พระพร ขอพระเจ้าอวยพรครับ

ความคิดเห็น

ธานนท์ คนขยัน กล่าวว่า
-คือธรรมนูญ หลักการปกครองโลกที่สมบูรณ์แบบที่สุด สำหรับมวลมนุษยชาติ-ประกอบด้วยหลักการที่สำคัญสำหรับมวลมนุษยชาติและสัตว์โลกทั้งปวง-—
ธานนท์ คนขยัน กล่าวว่า
คัมภีร์3ตรา นบี ศาสนากลาง (พระศรีอาริย์ ธรรมิกราช)
https://cloud.mail.ru/public/mvw7/4yx7gYzsF/
https://vk.com/pr072
https://www.youtube.com/watch?v=0FSzsRnhoPc&t=47s
https://www.youtube.com/watch?v=jkad3P09iSk&t=24s
ธานนท์ คนขยัน กล่าวว่า
-คือธรรมนูญ หลักการปกครองโลกที่สมบูรณ์แบบที่สุด สำหรับมวลมนุษยชาติ-ประกอบด้วยหลักการที่สำคัญสำหรับมวลมนุษยชาติและสัตว์โลกทั้งปวง-—
-1.หลักการศาสนาที่สมบูรณ์แบบ ประกอบด้วย คริสต์ (หลักการเดิม)หลักการปกครองโดยประชาชนเลิกทาส และจิตวิทยามวลชน หน้าที่นำมวลมนุษยชาติสู่การเลิกทาสถาวร
-2.อิสลาม (หลักการเดิม)หลักการปกครอง แบบกฏหมาย รัฐธรรมนูญ ซึ่งหมายถึงการเรียนรู้ หลักกฏหมาย การสื่อสาร อาวุธเทคนิควิทยาการต่างๆและครอบครอง ของศาสนิกชน อย่างเปิดเผยตรงไปตรงมาแบบพี่น้อง ไม่มีการปิดบังอำพลาง ข้อมูลการเรียนรู้ และพัฒนาวิญญาณ ต่อไป คือหลักการเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ การเมืองประชาธิปไตยนำการเลิกทาส
-3.พุทธ (หลักการเดิม)หลักการฝึกจิต เข้าสู่อริยะและนิพพานธาตุชีวิตนิรันดร์ หลักการของพระเจ้า
-4.หลักการจิปาถะ เช่น นิกาย ลัทธิศาสนาต่างๆ และหลักการฝึกฝนการต่อสู้และการเมืองเช่น ประชาธิปไตย คอมมิวนิสต์ อื่นๆ เป็นหลักการฝึกสมอง ตามขั้นตอนการวิวัฒนาการทางปัญญาของสัตว์โลก -เมื่อนำหลักการวิทยาศาสตร์ มานำการสอนทางศาสนา จะกลายเป็นหลักการศาสนากลาง หลักการปกครองแบบประชาธิปไตย ที่สมบูรณ์ 100% ที่ปกครองโดยประชาชน อย่างเสรีภาพ ภายไต้หลักการกฏหมาย และศาสนา
-หลักการศาสนากลาง คือระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ และพระเจ้าหรือธรรมชาติใช้ปกครองโลกธาตุทุกจักรวารมานานแสนนานแล้ว คือให้สรรพสัตว์ปกครองเรียนรู้ กันเองตามภูมิปัญญา ดังหลักฐานต่อไปนี้
-โลกนี้คือการเรียนรู้ การวิวัฒนาการปัญญาไปตามระดับชั้น —----ดิน ธาตุ ต่างๆ- เปลี่ยนต้นไม้เปลี่ยนเป็นสัตว์-เปลี่ยนเป็นมนุษย์-เปลี่ยนเป็นเทพเป็นพระอริยะ-เปลี่ยนเป็นพระอรหัน นิพพานธาตุหรือพระเจ้า นี่คือความจริงตามหลักการวิทยาศาสตร์การพัฒนาวิญญาณ ปกติและมีหลักฐานยืนยันในหลักการศาสนาครบทุกประการ ซึ่งอยู่ในศาสนากลาง ที่ข้าพเจ้าสอนอยู่ -โดยกลไกลทางธรรมชาติการเรียนรู้นี้เอง จึงมีการสอนเป็นขั้นตอนระดับชั้นภูมิปัญญา (หรือเรียกว่าห่วงโซ่อาหาร)ดังต่อไปนี้
1.สัตว์เดรัฐฉาน และภัยธรรมชาติต่างๆ สอนต้นไม้พืช
2.สัตว์นักล่า สิงโต หมาป่าอื่นๆ และภัยธรรมชาติต่างๆ สอนสัตว์กินพืช วัวควาย
3.มนุษย์ ที่วิวัฒนาการดีกว่า เช่นมนุษย์ปัจจุบัน อื่นๆ และภัยธรรมชาติต่างๆ สอนคนป่า คนถ้ำ มนุษย์หิน และสัตว์ต่างๆเพื่อปกครอง
4.มนุษย์ เผด็จการ อื่นๆ และภัยธรรมชาติต่างๆ —สอนคนป่า คนถ้ำ มนุษย์หิน คนโง่เขลาอ้างประชาธิปไตย แต่ไม่รู้จักประชาธิปไตย เช่นไทยพม่า อื่นๆ และสัตว์ต่างๆเพื่อปกครอง
5.มนุษย์ พระอริยะบุคคล ศาสดา นบี อื่นๆ และภัยธรรมชาติต่างๆ สอนและปกครองมนุษย์ ปุถุชนทุกประเภท
6.พระเจ้าและภัยธรรมชาติต่างๆ สอน นบี ศาสดา ต่างๆโดยตรง
ธานนท์ คนขยัน กล่าวว่า
-นี่คือการสอนและปกครองตามระดับภูมิปัญญาที่ถูกควบคุมโดยพระเจ้า นิพพานธาตุ หรือธรรมชาติ โดยหลักการวิทยาศาสตร์นี้ ผู้ไดก็ตามที่ข้าพเจ้า นบี สอนไม่ได้ ก็จะถูกผลักดันให้ คนชั่วร้ายมาสอนแทนเช่น ประชาชนต่างๆ ม๊อบ แกนนำ นักการเมือง ที่ถูกจับกุมคุมขัง และพ่ายแพ้ล้วนเป็นบุคคลที่ข้าพเจ้่าสอนไม่ได้ทั้งสิ้น มันเป็นกลไกลการเรียนรู้ตามธรรมชาติปกติ
-ดังนั้นผู้ไดก็ตามที่ข้าพเจ้่าสอนไม่ได้จะถูกคนชั่วร้ายหลอกลวงและนำไปเป็นทาสหรือไม่ก็ถูกฆ่าตายและพ่ายแพ้ไป ตามกฏระเบียบการเรียนรู้ ธรรมชาติ นั่นเอง
-ดังนั้นผู้ปกครองไดก็ตามสามารถอ่านและเข้าใจหลักการปกครองระบอบธรรมาธิปไตย ในศาสนากลาง คัมภีร์ 3ตรา จะสามารถปกครองมวลมนุษยชาติได้ทั้งโลกโดยประชาชนทั้งโลกจะสามัคคีและสนับสนุน โดยไม่มีเงื่อนไข เพียงแค่ประการหลักการศาสนาและหลักการปกครองเท่านั้นเอง โดยปกครองในนามผู้นำศาสนา
-ดังนั้นในอนาคตจะมีอีหม่ามมะฮ์ดี เป็นจักรพรรดิ์ ปกครองโลกต่อไป ทำหน้าที่แทนข้าพเจ้าที่เป็นศาสดา ผู้ขยายความศาสนา ลื้อฟื้นหลักการ สืบทอดไปไม่สิ้นสุดโลกนี้จะอยู่ในความสงบสุขและอุดมสมบูรณ์ อยู่ร่วมกันเสมือนพ่อ แม่พี่น้อง ปกป้องและช่วยเหลือกัน ตามหลักการศาสนา ตลอดไปตราบไดที่ประช่าชนสามารถอ่านและศึกษาหลักการศาสนาได้และยึดถือไว้
-หลักการประชาธิปไตยที่สมบูรณ์หรือระบอบธรรมาธิปไตย จะเกิดสภาประชาชนม๊อบจะไม่มีแต่จะเป็นสภาประชาชน มีการโหวดแบบสภาในม็อบ โดยถามประชาชนหยั่งเสียงประชามติก่อนที่แกนนำประชาชนจะไปทำการสิ่งได้ แนวทาง แกนนำ ผู้นำ ทุนสนับสนุน มาจากการเลือกโหวดโดยประชาชนทั้งสิ้น ผู้นำแกนนำ นายก ข้าราชการ จะเป็นเพียงลูกจ้างของประชาชนเท่านั้น แม้จะเป็นผู้นำ บริหารกองทุนและ กองกำลังภาคประชาชนก็ตาม นี่คือหลักการประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ประชาชนมีอำนาจปลดรัฐบาลได้ตลอดเวลาโดยไม่มีเงื่อนไขไดๆ ถ้ารัฐบาลไม่สามารถบริหารงานตามเสียงประชาชนส่วนใหญ่ได้ นี่คือหลักการประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบนี้---นักการเมืองที่ใช้หลักการนี้หาเสียงในปัจจุบันจะชนะการเลือกตั่งแน่นอน ให้ประชาชนขึ้นปราศรัยถึงปัญหาของเขานักการเมืองรับปัญหาประชาชนไปหาทางแก้ไขจึงจะเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงและสามารถรวบรวมเสียงมวลชนส่วนใหญ่ทั้งโลกไว้ได้ตลอดเวลา -ไม่ใช่มาเป็นนายประชาชนแบบปัจจุบันซึ่งมทำให้เกิดการแตกแยกและประชาชนทำสงครามกันเองไม่สิ้นสุดเป็นเหตุให้เผด็จการปกครองได้ เพราะความแตกแยกฃ (ฝึกสมองอ่านคำพยากรณ์ พระศรีอาริย์เจ้าโลก รวบรวมโดยรหัสยญาณ )
ธานนท์ คนขยัน กล่าวว่า
---พระเจ้าปกครองสรรพสัตว์ และมนุษย์ตามระดับภูมิปัญญา-—
และจุดมุ่งหมายของบิดา หรือพระเจ้าคือการนำมวลมนุษยชาติ พ้นจากความเป็นทาสของมารร้าย-คนชั่วช้า -พ้นจากความเป็นทาสของความชั่วเช่น เหล้าบุหรี่ ยาเสบติด- สุดท้ายแล้วพระเจ้านำเราพ้นจากความเป็นทาสของ กิเลสคือต้นเหตุของความชั่วต่างๆ ทุกแบบ เข้าสู่นิพพานธาตุ ชีวิตนิรันดร์ คือพระเจ้า ถ้าเราเข้าใจพระเจ้าตามความจริง เราก็จะพบบพระจ้าทันที ตามหลักการวิทยาศาสตร์ ดังนั้นพระเจ้าสร้างทุกศาสนาเพื่อฝึกฝนปัญญาสรรพสัตว์ และยังปกครองสรรพสัตว์ต่างๆตลอดเวลา แต่มนุษย์บางคนมองไม่เห็นเช่นเดียวกับที่ฝูงสัตว์เดรัฐฉาน ยุง มด แมลง ก็ไม่เคยรับรู้ว่ามนุษย์ปกครองพวกมันอยู่แบบบไดก็แบบนั้น
--เมื่อพระเจ้าปกครอง ดังนั้นจึงมีการคัดเลือกแบ่งกลุ่ม ฝึกหัดสมอง และแบ่งแยกชั้นวรรณะ ดังเช่นอาจารย์สอนนักเรียน ตามโรงเรียนต่างๆ จะแบ่งแยกเด็กๆ กลุ่มต่างๆไปฝึกหัด เรียนฝึกฝนปัญญาในแบบต่างๆเช่นเดียวกัน ดังตัวอย่างต่อไปนี้
----กลุ่มที่1 ถ้าสมองไม่มีแบบสัตว์เดรัฐฉาน วัวควาย ปูปลา หมา ไก่ จะถูกปกครอง และสอนด้วย ระบอบเผด็จการฆ่ากินเนื้อ เพื่ออบรม สั่งสอนให้รู้จักแยกแยะว่า นั่นมันไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องและไม่ควรทำกับคนอื่นๆ และผู้ที่อ่อนแอกว่าตัว -อย่าขี้ขลาดตาขาว เห็นแก่ตัว กินผู้อ่อนแอ วิ่งหนีผู้แข็งแกร่งกว่า พากันเดือดร้อนไปทั่ว ทั้งตัวเองและคนอื่นๆ จนกว่าสัตว์เหล่านั้นจะมีสติพัฒนาปัญญามาเป็นสัตว์ที่ดีหว่าเช่นมนุษย์ จึงจะได้การปกครองแบบใหม่คือแบบมนุษย์
----กลุ่มที่2 ถ้ามีสติสมองดีขึ้นเกิดเป็นมนุษย์ จะได้ปกครองแบบมนุษย์ ดีกว่าสัตว์ มีสังคมและช่วยเหลือกันบ้าง เช่นคนป่า ยุคหิน แต่ก็ยังฆ่ากินกินบ้าง
----กลุ่มที่3 ถ้าสติสมองดีขึ้นมาก จะได้ปกครองแบบมนุษย์ปัจจุบัน และมนุษย์แบบปัจจุบัน ก็ยังถูกแบ่งแยกปกครอง หลายๆกลุ่มหลายประเทศ
-3.1 กลุ่ม สติปัญญายังน้อยมาก เช่น คนป่า ชนกลุ่มน้อย ยังเป็นเผด็จการสมบูรณ์ เช่นเกาหลีเหนือ อื่นๆ พม่า ชนกลุ่มน้อยต่างๆ เด็ก อนุบาล แรกเกิด
-3.2 สติปัญญาดีขึ้น เช่น จีน รัสเซีย รู้จักคิดมากขึ้น และรู้จักการปกครองตัวเอง พยายามปกครองตัวเอง ไม่พึ่งแต่พ่อแม่ เด็กวัยรุ่น
--3.3 สติปัญญาฉลาดมากขึ้น เช่น อังกฤษ เนเธอแลนด์ อเมริกา นอเวย์ อื่นๆหลายประเทศ ที่นับถือพระคริสต์ศาสนา พวกเขาได้รับการไถ่บาปไว้ จึงไม่ต้องเป็นทาสใคร และไม่ต้องถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ เราจึงพบหลักฐานว่า กลุ่มคริสต์ศาสนา ทั้งประเทศ จะเป็นผู้นำ ร่ำรวย และไม่ถูกฆ่าล้างเผ่าพันธูมนุษย์ เป็นอิสระ ไม่ต้องเป็นทาสเหมือนนิกายในศาสนาอื่นๆ ชาวคริสต์ยังได้เสรีภาพ สงบสุข และอำนาจการปกครองตัวเองของประชาชน มากกว่าประเทศอื่นๆ เพราะประชาชนส่วนใหญ่ รู้จักแยกแยะ สติปัญญาดี พวกเขาจึงได้ผลิต อุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์มากมาย ยืนยันการมีสมองที่ดีกว่า ประเทศอื่นๆ ดังนั้นพวกเขาจึงปกครองตัวเองได้ นี่คือหลักฐานจริง

บทความที่ได้รับความนิยม