โรคเสพติดอินเทอร์เน็ต โรคนี้มีจริงหรือ?
ประตูที่ถูกปิดตายมากว่า 5 ปีค่อยๆ เปิดออก ข้างในนั้นผมพบหญิงสาววัยรุ่นคนหนึ่งที่ไม่เคยก้าวผ่านธรณีประตูห้องนอนตัวเองมานานถึง 5 ปีเต็มๆ เมื่อยอมเปิดประตูห้องประตูใจของเธอก็ค่อยๆ เปิดออก จนในที่สุดเมื่อผ่านไปสองอาทิตย์ หญิงสาวก็ได้เห็นรถไฟฟ้าด้วยตาตัวเองเป็นครั้งแรก แม้รู้จากอินเทอร์เน็ตว่ามันถูกสร้างมานานหลายปีแล้วก็ตามที เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับผมหลายครั้งที่จะต้องช่วยให้วัยรุ่นหลายคนยอมออกมาจากห้องที่ขังตัวเองไว้หลายปี ให้ยอมหลุดออกจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่สะกดจิตพวกเขาไว้ในโลกไซเบอร์ แล้วลุกขึ้นมาเผชิญโลกแห่งความจริงอีกครั้ง
แม้ว่า “โรคเสพติดอินเทอร์เน็ต” ยังไม่ถูกบรรจุให้เป็นโรคทางจิตเวชอย่างเป็นทางการตามมาตรฐานเกณฑ์วินิจฉัยแยกโรค DSM-V (เกณฑ์วินิจฉัยแยกโรคจิตเวชของสมาคมจิตแพทย์อเมริกัน เวอร์ชั่น5) ด้วยเหตุว่ายังไม่มีงานวิจัยรับรองมากพอที่จะสนับสนุนว่าการเสพติดอินเทอร์เน็ตเป็นปัญหาทางจิตเวช ดังนั้นในทางวิชาการการเสพติดอินเทอร์เน็ตจึงไม่นับว่าเป็นอาการป่วยทางจิตเวชอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ดีแพทย์ผู้รักษาก็มักนิยมใช้หลักเกณฑ์วินิจฉัยแยกโรคของกลุ่มอาการติดสารเสพติดและการพนัน ซึ่งเป็นโรคจิตเวชอย่างหนึ่งในการทำความเข้าใจและวินิจฉัยการเสพติดอินเทอร์เน็ตอยู่ดี โดยปกติการประเมินว่าใครสักคนเสพติดอินเทอร์เน็ตหรือไม่นั้นเราใช้เกณฑ์ 4 อย่างด้วยกัน
1. การใช้อินเทอร์เน็ตเป็นเวลานานมากผิดปกติ กล่าวคือไม่สามารถยุติการใช้ตามที่ตั้งใจไว้ได้ หรือเลิกเล่นหลังจากเลยเวลาที่กำหนดไปนานมากพอสมควร ในเรื่องนี้มีผู้ประเมินคร่าวๆ ไว้ว่า การใช้อินเทอร์เน็ตติดต่อกันมากกว่า 3-5 ชั่วโมงต่อวัน ถือว่าเกินระดับปกติทั่วไป
2. มีแนวโน้มเพิ่มการใช้เวลากับอินเทอร์ เน็ตนานมากขึ้นเรื่อยๆ หรือมักให้ความสนใจเป็นพิเศษกับการเพิ่มความเร็วเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือความเร็วอินเทอร์เน็ตอยู่เสมอ
3. มีอาการหงุดหงิด กระสับกระส่าย อย่างเห็นได้ชัด (withdrawal symptom) เมื่อไม่ได้ใช้อินเทอร์เน็ต ในบางรายอาจพบอาการซึมเศร้า หรือก้าวร้าวเมื่อถูกบังคับให้หยุดเล่น
4. เกิดผลกระทบทางลบจากการเล่นอินเทอร์เน็ตมากเกินไป เช่นไม่ไปทำงาน ไปโรงเรียนสายเป็นประจำ การเรียนตกลง หรือทำให้ต้องโกหกเรื่องมาสายอยู่บ่อยๆ
ในด้านการรักษานั้นมักนิยมใช้ทั้งการรักษาด้วยยาควบคู่ไปกับการบำบัดทางจิตใจ อารมณ์และสังคม ซึ่งการรักษาให้ผลดี แต่อย่างไรก็ดีมักเป็นการยากที่จะนำผู้ที่มีปัญหามาถึงแพทย์ได้ ดังที่ผมได้ยกตัวอย่างว่าคนเหล่านี้มักมีอาการไม่ยอมรับการรักษา ปฏิเสธสังคม ถ้าหนักเข้าก็จะขังตัวเองไว้ในห้อง ไม่มีปฏิสัมพันธ์ใดๆ กับใครแม้แต่คนในครอบครัว ใช้ถ้อยคำหยาบคายก้าวร้าวแม้แต่กับผู้ปกครอง ถ้าหากตนไม่ได้รับในสิ่งที่ต้องการ ครอบครัวหลายครอบครัวที่ผมเคยมีประสบการณ์มักหลีกเลี่ยงที่จะเผชิญหน้ากับความจริง บางคนปิดบังซ่อนเร้นถึงการมีตัวตนของลูกหรือเด็กในบ้านที่มีปัญหาด้วยซ้ำ เปรียบเสมือนการซ่อนถ่านไฟร้อนแดงไว้ใต้เสื่อ สุดท้ายมันก็ถูกเผาไหม้อยู่ดี ทุกวันนี้การเสพติดอินเทอร์เน็ตเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าเดิม อันเนื่องมาจากการเข้าถึงที่ง่าย สะดวก รวดเร็ว ทุกคนมีสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต ที่สามารถเข้าถึงอินเทอร์ เน็ตได้ตลอดเวลา ดังนั้นจึงเริ่มมีกลุ่มผู้มีอาการเสพติดอินเทอร์เน็ตอีกรูปแบบหนึ่ง ที่ซ่องสุมเป็นกลุ่มก้อน เป็นแก๊งค์ เมื่อใดก็ตามที่ไม่มีเงินทองมากพอจะซื้อชั่วโมงอินเทอร์เน็ต ก็จับกลุ่มกันลักเล็กขโมยน้อย ฉกชิงวิ่งราว หรือแม้แต่การโจรกรรมทางอินเทอร์เน็ตก็มีให้เห็นอยู่พอสมควร
พระคัมภีร์ปัญญาจารย์ 11:7 กล่าวว่า “แสงสว่างทำให้สดชื่น และการที่นัยน์ตาเห็นดวงตะวันก็เป็นที่ชื่นบาน” แต่คนที่ติดอินเทอร์เน็ตนั้นแทบไม่รู้วันคืน และไม่เคยสนใจกับบรรยากาศรอบข้าง แทบไม่เคยสังเกตเห็นพระอาทิตย์ขึ้นหรือตกด้วยซ้ำ ความสุขใจชั่วครั้งชั่วคราวในโลกเสมือนจริง ไม่สามารถเติมเต็มในหัวใจ ก็เหมือนยาเสพติดที่ใช้แล้วสร้างความสุขจอมปลอมขึ้นมา แต่พอหมดฤทธิ์ยาเราก็ต้องการมันเพิ่มขึ้นและเพิ่มขึ้น กว่าจะรู้ตัวมันก็กัดกินชีวิตเราเสียสิ้นแล้ว ประเด็นจึงไม่สำคัญว่าการเสพติดอินเทอร์ เน็ตจะถูกยกระดับเป็นโรคทางจิตเวชเมื่อไร แต่อยู่ที่เราจะรับมือเรื่องนี้อย่างไรในสังคมยุคปัจจุบันที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ผมขอใช้พระธรรมปัญญาจารย์บทที่ 11 ข้อ 8-10 มาประยุกต์ใช้ดังนี้
ประการแรก “ชีวิตมีความสุขถ้าเข้าใจความจริงของชีวิต” พระธรรมปัญญาจารย์ 11:8 กล่าวว่า “เออ ถ้าคนใดมีชีวิตอยู่ได้ตั้งหลายปี จงให้เขาเปรมปรีดิ์ตลอดปีเหล่านั้น แต่ให้เขาระลึกด้วยว่า วันมืดก็จะมีมาก ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมานั้นก็อนิจจัง” สาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้คนหลายคนเริ่มต้นเสพติดอินเทอร์เน็ตก็เพราะ เขาเหล่านั้นผิดหวังกับความเป็นจริงของชีวิต ยิ่งโตขึ้นมากเท่าไหร่ก็ค้นพบความจริงว่าชีวิตมีความทุกข์และผิดหวัง คนที่สมหวังมีน้อย คนที่พลาดหวังมีมาก เมื่อตัวเองไม่สามารถเป็นไปตามความคาดหวังของคนอื่นได้จึงเริ่มหนีจากความจริง ไปสู่โลกเสมือนจริง ในอินเทอร์เน็ตเราสามารถเป็นใครก็ได้ หาความสำเร็จสมมติได้จากการเล่นเกมส์ มีเพื่อนเป็นล้านๆ คนได้ ยิ่งจมลึกมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเหมือนโคลนดูด กว่าจะรู้ตัวก็ไม่สามารถปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างตามปกติได้เสียแล้ว พ่อแม่จึงควรสอนลูกให้เข้าใจว่าความผิดหวังไม่สมปรารถนาเป็นธรรมดาของชีวิต เราเริ่มต้นใหม่ได้ และไม่จำเป็นต้องเปรียบเทียบกับคนอื่นๆ ให้มากจนเกินไป ยิ่งระลึกได้มากเท่าไหร่เราก็มีความสุขมากขึ้น และรับมือเมื่อความผิดหวังมาเยือนได้ดีขึ้นด้วย
ประการต่อมา “เราทำอะไรก็ได้ แต่เราต้องรับผิดชอบทุกเรื่องที่เราทำ” ปัญญาจารย์11:9 กล่าวว่า “โอ เยาวชน จงเปรมปรีดิ์ในวัยหนุ่มสาวของเจ้า และให้จิตใจของเจ้าทำตัวเจ้าให้ร่าเริงในวัยหนุ่มสาวของเจ้า เจ้าจงดำเนินชีวิตตามจิตใจของเจ้าและตามที่ตาของเจ้าเห็นควร แต่จงรู้เถิดว่าเพราะทุกอย่างเหล่านี้พระเจ้าจะทรงนำเจ้าเข้ามาถึงการพิพากษา” คนที่หนีปัญหาสาเหตุหนึ่งก็เพราะไม่อยากรับผิดชอบ เหมือนผู้ชายวัยรุ่นบางคนพร้อมจะนอนกับผู้หญิงทุกคนบนโลกนี้ แต่ไม่ขอรับผิดชอบอะไรทั้งนั้น ไม่พร้อมใช้ชีวิตคู่ ไม่พร้อมเป็นพ่อคน พระคัมภีร์สอนเราว่าเราจำเป็นต้องรับผิดชอบกับทุกสิ่งที่เรากระทำ การมีทัศนคติเช่นนี้ทำให้เราระมัดระวัง รอบคอบในการตัดสินใจ และพร้อมจะรับมือหรือรับผิดชอบในสิ่งที่ตามมาได้ เรียกว่า สามารถยิ้มรับปัญหาได้นั่นเอง การเผชิญหน้ากับความจริงอาจดูน่ากลัวก็จริง แต่การหนีความจริงกลับสร้างผลร้ายที่น่ากลัวยิ่งกว่า ดังนั้นเราทุกคนโดยเฉพาะวัยรุ่นต้องเข้าใจความจริงข้อนี้คือความรับผิดชอบของเราเอง
ประการสุดท้าย “ความทุกข์ไม่ใช่ของมีค่าที่น่าเก็บไว้” พระธรรมปัญญาจารย์ 11:10 กล่าวว่า “จงขจัดความเศร้าหมองเสียจากใจของเจ้า และจงสลัดความเจ็บปวดเสียจากเนื้อหนังของเจ้า เพราะวัยหนุ่มสาวและวัยฉกรรจ์นั้นเป็น อนิจจัง” ความทุกข์กับวัยหนุ่มสาวเหมือนกันอย่างหนึ่งก็คือ มันอยู่กับเราแค่ชั่วคราวเท่านั้น เมื่อถึงเวลาหนึ่งเราจะเข้าสู่ช่วงวัยใหม่ และปัญหาใหม่ๆ แต่น่าแปลกที่คนจำนวนมากชอบสะสมความทุกข์ทั้งๆ ที่เรื่องมันผ่านไปนานมากแล้ว แต่การทบทวน คิดซ้ำ ทำให้เราไม่เคยลืมอดีตอันเจ็บปวดได้สักที พระคัมภีร์กล่าวว่า จงขจัดความเศร้าหมองเสียจากใจของเจ้า และจงสลัดความเจ็บปวดเสียจากเนื้อหนังของเจ้า ความหมายก็คือ เรื่องทุกข์ใจนั้นเกิดกับองค์ประกอบสองส่วนของชีวิต ด้านหนึ่งกับร่างกาย ด้านหนึ่งกับจิตใจ ยกตัวอย่างเช่น นักกีฬาฟุตบอลโดนทีมตรงข้ามทำฟาวล์ใส่จนขาหัก อาการขาหักนั้นเมื่อรักษาก็อาจหายไปได้ภายในเวลา 4-5 เดือน แต่ความเจ็บใจที่ถูกกระทำจะอยู่กับเราไปหลายปีถ้าเราไม่สามารถให้อภัยได้ นี่ล่ะที่ทำให้เรากลัดกลุ้ม จนต้องไปพึ่งอะไรบางอย่างเช่นอินเทอร์เน็ต และโลกเสมือนจริงจนมากเกินไป เราแค่เพียงรอรับปัญหาและความตื่นเต้นใหม่ๆในชีวิตเราก็ไม่มีเวลาไปคิดถึงความเจ็บปวดเมื่อวานนี้แล้ว ขอพระเจ้าทรงเมตตาด้วยเถิด
ดังนั้นผมอยากสรุปว่าการเสพติดอินเทอร์ เน็ตนั้นเป็นต้นไม้และดอกผลจากการพยายามเลี่ยงที่จะเผชิญหน้ากับความจริง แทนที่จะแก้ปัญหามันกลับสร้างปัญหาใหม่ขึ้นมา ผมอยากให้พวกเราทุกคนมีความหวังใจว่าเราสามารถให้ความช่วยเหลือและการรักษากับคนที่มีปัญหานี้ได้ แต่การป้องกันจะเป็นวิธีที่ดีกว่า และพระวจนะของพระเจ้าจะสามารถให้ปัญญาแก่วัยรุ่น และพวกเราทุกคนให้ห่างไกลจากการเสพติดอะไรก็ตามที่ไม่ใช่น้ำพระทัยพระเจ้า การใช้อินเทอร์เน็ต เป็นเครื่องมือที่ดีในการทำงานและใช้ชีวิต แต่มันไม่ใช่สังคมที่ดีและจริงใจกับเราเลย ขอพระเจ้าทรงอวยพรผู้อ่านทุกท่านด้วยเถิด

ความคิดเห็น