ร้อนอะไรนักหนา
อากาศร้อนตลอดคืนทำให้ผมแทบนอนไม่หลับ กว่าจะได้นอนก็เกือบตีสี่แล้ว ไม่ใช่เพราะอากาศเย็นลงแต่อาจเป็นเพราะความอ่อนเพลีย ถึงแม้เหงื่อโทรมกายแต่เปลือกตาช่างหนักเหลือเกิน เวลานอนที่เหลืออยู่น้อยนิดทำให้ผมต้องรับวันใหม่ด้วยอาการหัวหนักอึ้ง เปลือกตาที่บวมฟ้องว่ามันยังไม่อิ่มจากการนิทรา ผสมกับเหงื่อที่ไหลท่วมตัวตั้งแต่หัวจรดเท้า ทำให้ผมรู้สึกเหนอะหนะไปทั้งตัว
พอเริ่มสร่างจากอาการเมาที่นอน ผมก็เริ่มเปิดปากบ่น "ร้อน" "ร้อนจัง" "ร้อนจังโว้ย" ยังกับว่าถ้าบ่นแล้วอากาศมันจะเย็นขึ้น อาการหงุดหงิดเรื่องอากาศทำให้ผมตาขวางอย่างกับหมาบ้า ยังดีที่ไม่ถึงกับน้ำลายฟูมปาก แม้มาถึงที่ทำงานผมก็ยังไม่หยุดบ่น "แอร์วันนี้เป็นอะไรโว้ย ทำไมมันถึงร้อนอย่างนี้" ว่าแล้วผมก็รีบเสียบปลั๊กต้มกาแฟดื่ม (ร้อนแล้วดันกินกาแฟร้อนอีก ถ้าจะบ้า)
ภาระกิจทำให้ผมมีอันต้องออกไปข้างนอกเพื่อหย่อนจดหมายลงตู้ให้ทัน 11 โมงเช้า เดินถือจดหมายไปก็บ่นไป "จะร้อนไปถึงไหนก้านนนนนน" พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นอาม่าแก่ๆคนนึงกำลังเข็นรถเข็น จริงๆแล้วภาพคนเข็นรถเข็นก็เป็นภาพที่ผมเห็นจนชินตา แต่ที่สะดุดใจก็เพราะอาม่าคนนี้หลังแกค่อมมาก เวลาแกเข็นรถจึงมองทางลำบาก และแรงแกเราพอประเมินจากสายตาได้ว่าแกแรงไม่มากเลย รถเข็นจึงค่อยๆเคลื่อนไปอย่างเชื่องช้า ท่ามกลางแดดที่ร้อนจัดของเวลาใกล้เที่ยง ผมรู้สึกกับตัวเองทันทีว่าผมลำบากได้ไม่ถึงครึ่งของอาม่าคนนี้เลย จดหมายในมือของผมเบามากเมื่อเทียบกับรถเข็นของแก และผมก็เดินเร็วกว่าอาม่าคนนี้มาก เชื่อว่ากว่าแกจะเดินมาถึงตรงนี้คงต้องเดินตากแดดมาร่วมหลายสิบนาทีแล้ว
ไม่รู้ทำไมอาม่าคนนี้จึงทำให้ผมนึกถึงข้อพระคัมภีร์ที่ว่า
พอเริ่มสร่างจากอาการเมาที่นอน ผมก็เริ่มเปิดปากบ่น "ร้อน" "ร้อนจัง" "ร้อนจังโว้ย" ยังกับว่าถ้าบ่นแล้วอากาศมันจะเย็นขึ้น อาการหงุดหงิดเรื่องอากาศทำให้ผมตาขวางอย่างกับหมาบ้า ยังดีที่ไม่ถึงกับน้ำลายฟูมปาก แม้มาถึงที่ทำงานผมก็ยังไม่หยุดบ่น "แอร์วันนี้เป็นอะไรโว้ย ทำไมมันถึงร้อนอย่างนี้" ว่าแล้วผมก็รีบเสียบปลั๊กต้มกาแฟดื่ม (ร้อนแล้วดันกินกาแฟร้อนอีก ถ้าจะบ้า)
ภาระกิจทำให้ผมมีอันต้องออกไปข้างนอกเพื่อหย่อนจดหมายลงตู้ให้ทัน 11 โมงเช้า เดินถือจดหมายไปก็บ่นไป "จะร้อนไปถึงไหนก้านนนนนน" พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นอาม่าแก่ๆคนนึงกำลังเข็นรถเข็น จริงๆแล้วภาพคนเข็นรถเข็นก็เป็นภาพที่ผมเห็นจนชินตา แต่ที่สะดุดใจก็เพราะอาม่าคนนี้หลังแกค่อมมาก เวลาแกเข็นรถจึงมองทางลำบาก และแรงแกเราพอประเมินจากสายตาได้ว่าแกแรงไม่มากเลย รถเข็นจึงค่อยๆเคลื่อนไปอย่างเชื่องช้า ท่ามกลางแดดที่ร้อนจัดของเวลาใกล้เที่ยง ผมรู้สึกกับตัวเองทันทีว่าผมลำบากได้ไม่ถึงครึ่งของอาม่าคนนี้เลย จดหมายในมือของผมเบามากเมื่อเทียบกับรถเข็นของแก และผมก็เดินเร็วกว่าอาม่าคนนี้มาก เชื่อว่ากว่าแกจะเดินมาถึงตรงนี้คงต้องเดินตากแดดมาร่วมหลายสิบนาทีแล้ว
ไม่รู้ทำไมอาม่าคนนี้จึงทำให้ผมนึกถึงข้อพระคัมภีร์ที่ว่า
"ถ้าเจ้าวิ่งแข่งกับมนุษย์ และเขาทำให้เจ้าเหน็ดเหนื่อย
เจ้าจะแข่งกับม้าได้อย่างไร
และถ้าเจ้ายังล้มลงในแผ่นดินที่ปลอดภัย
เจ้าจะทำอย่างไรในดงลุ่มแม่น้ำจอร์แดน" (เยเรมีย์12:5)
ผมรู้ตัวแล้วว่าบ่นมากเกินไป แต่พระเจ้าก็ส่งบทเรียนดีๆมาเตือนผมจนได้ ขอบคุณครับ ต่อไปผมจะอดทนให้มากกว่านี้ น่าแปลกจริงๆทั้งๆที่ผมยังเหงื่อไหลไม่หยุด แต่ผมกลับรู้สึกว่าอากาศเย็นลงมากจริงๆ

ความคิดเห็น