คริสตมาสแห่งสันติสุข

(บทความนี้ผมเขียนลงในพระคริสตธรรมประธีป)

คริสตมาสเป็นสัญลักษณ์แห่งความสุขและความรัก เป็นวันที่ในพระธรรมลูกาบันทึกว่าเหล่าทูตสวรรค์สรรเสริญพระเจ้าว่า “..ส่วนบนแผ่นดินโลก สันติสุขจงมีท่ามกลางมนุษย์ทั้งปวง ซึ่งพระองค์ทรงโปรดปรานนั้น” แต่สำหรับหลายคนคริสตมาสอาจกำลังกลับกลายเป็นวันแห่งความเหน็ดเหนื่อย เครียด แทบไม่ได้พักผ่อน และที่สำคัญความยุ่งยากเหล่านั้นได้พรากเอาความสุขไปจากจิตใจ ซึ่งทำให้เราพลาดหัวใจสำคัญของคริสตมาส นั่นคือ “สันติสุขท่ามกลางมนุษย์ทั้งปวง”
เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าในทุกๆปีเมื่อใกล้วันคริสตมาส บรรดาผู้รับใช้และสมาชิกคริสตจักรต่างก็สาละวนกับการเตรียมการเฉลิมฉลองรำลึกถึงการมาประสูติขององค์พระเยซูคริสต์ ยิ่งคนร่วมจัดงานมีน้อยก็ยิ่งเหนื่อยมาก บรรดาคนที่มีความสามารถสูงและอาจเคยช่วยจัดงานเฉลิมฉลองมาตลอดทุกปีมักเป็นคนที่เหน็ดเหนื่อยที่สุด และถูกคาดหวังจากคริสตจักรว่าจะเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการจัดงาน ที่จริงแล้วคนเหล่านี้ยังพบสถานการณ์คล้ายๆกันเมื่อ วันขอบคุณพระเจ้า วันอีสเตอร์ หรือวันครบรอบการสถาปนาคริสตจักร ฯลฯ อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่าผมกำลังมานั่งบ่นแทนพวกเขาเหล่านั้นนะครับ เพราะผมเชื่อเหลือเกินว่าเราต่างก็รับใช้พระเจ้าด้วยความเต็มใจ และเต็มตัว แต่กระนั้นก็ดีพระเจ้าได้ทรงสร้างสิ่งที่เป็นสัญญาณเตือนตัวเราทุกคนถึงการไม่มีสันติสุขนั่นก็คือ “ความเครียด” นั่นเอง
ความเครียดนั้นมีหลายระดับ ในทางจิตวิทยาเชื่อว่าความเครียดในระดับต่ำๆเป็นผลดี เพราะทำให้เราจริงจังมากขึ้นในการปฏิบัติงานให้ลุล่วง แต่ความเครียดในระดับกลางถึงสูงย่อมส่งผลร้ายกับเราทั้งร่างกายและจิตใจ ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ต่างรู้ว่าความเครียดเป็นสิ่งร้าย รู้ทั้งรู้แต่เราก็ยังเครียด
ความเครียดอาจเกิดจากการใช้ร่างกายหักโหมมากจนเกินไป ขาดการพักผ่อน ไม่มีเวลาดูแลใส่ใจเรื่องอาหารการกินที่เป็นประโยชน์ บางคนทานข้าวทั้งจานแค่ห้านาที เพราะต้องรีบกินรีบทำงาน โดยเฉพาะคนในเมืองใหญ่ที่ต้องเผชิญหน้ากับการจราจรที่เหมือนจลาจล ทำงานห่างจากบ้านแค่ 20 กิโลเมตร แต่ใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมงในการเดินทาง เวลานอนแทบไม่พอ ดังนั้นจะมาเสียเวลากับการกินอาหารแต่ละมื้อยิ่งเป็นไปไม่ได้ และบ่อยครั้งที่ต้องนั่งทานข้าวไปพร้อมๆกับการประชุม
สาเหตุของความเครียดอีกประการหนึ่งก็คือสาเหตุทางจิตใจ ความวิตกกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายแต่ละเดือน ความขัดแย้งกับเพื่อนร่วมงาน ความรักที่ไม่สมหวัง ล้วนทำให้เราเกิดความเครียดได้ทั้งนั้น ข่าวภาวะโลกร้อน น้ำจะท่วมกรุงเทพฯ ทำให้เราเครียดและวิตกกังวลเป็นอย่างมาก ยิ่งในปีนี้ประเทศไทยต้องเผชิญกับมรสุมความขัดแย้งทางความคิด วิกฤติการณ์ทางการเมืองเรื่อยมา จนทุกวันนี้ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงง่ายๆ แม้แต่ผมซึ่งชอบข่าวการเมืองเป็นทุนเดิมยังรู้สึกเครียดไปกับข่าวคราวที่เกิดขึ้นจนบางครั้งแทบไม่อยากรับรู้ข่าวสาร และเมื่อเกิดความสูญเสีย พี่น้องชาวไทยต้องบาดเจ็บและล้มตายก็ยิ่งสร้างความหดหู่ใจและสร้างความเครียดแก่เรามาก ความขัดแย้งนี้มีอยู่ทั่วทุกสังคมไทย จากคนที่เคยคุยกันถูกคอกลายเป็นคนที่มองหน้ากันไม่ติด ผมเห็นด้วยว่าเราคงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเสียใจไปกับการสูญเสีย และเราจำเป็นต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ ทั้งเพื่ออธิษฐานทั้งเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง และเพื่อเราจะสามารถทำบางสิ่งที่เป็นรูปธรรมในการแสดงจุดยืนที่ถูกต้อง แต่ผมไม่อยากให้เราคนไทยด้วยกันต้องมาเกลียดกันเองเพราะเรื่องนี้นะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหวังว่าจะไม่เกิดขึ้นในคริสตจักร ได้แต่หวังว่าความไม่ลงรอยทางความคิดนี้จะไม่มีอิทธิพลเหนือคริสตจักร จนกลายเป็นสองฝักสองฝ่ายดังเช่นสังคมภายนอก เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นการเฉลิมฉลองและความร่วมไม้ร่วมมือในวันคริสตมาสคงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยาก วิงวอนขอ “สันติสุข” ที่พระเจ้าทรงโปรดประทานแก่เราทั้งหลายมีอยู่ในท่ามกลางพี่น้องทุกคน
ผมจึงอยากเสนอแนวทางพื้นฐาน “3ส” เพื่อเป็นแนวทางป้องกันความเครียด ความกังวลใจให้อยู่ในระดับที่พอเหมาะ เพื่อคริสตมาสปีนี้จะเป็นคริสตมาสที่เกิดสันติสุขภายในใจของเรา
1. ส-สะบาโต ซึ่งไม่ได้หมายความแค่การไปคริสตจักรเพื่อนมัสการพระเจ้าเท่านั้น แต่ยังหมายความรวมถึงการหยุดพักการงานของเราทุกคนด้วย เรื่องพื้นฐานที่เรามักละเลยได้ง่ายๆนี้ทำให้บางคนไม่มีวันสะบาโตของตัวเอง แต่กลายเป็นวันสะบ้าโตแทน เพราะต้องทำแต่งาน ยิ่งถ้าเป็นคนที่มีบทบาทกับคริสตจักรมากๆ วันอาทิตย์มักจะเป็นวันที่เหนื่อยมากที่สุดของเขาด้วย จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องหาวันสำหรับหยุดพักผ่อนเพื่อเป็นสะบาโตของตนเองในแต่ละสัปดาห์ทำงานของเรา
2. ส-สัมพันธ์สนิท ไม่รู้ว่าผู้อ่านที่อายุยังน้อยจะเคยเห็นตะเกียงน้ำมันบ้างหรือไม่ ผมจำได้ว่าในสมัยที่ผมยังเด็กที่บ้านผมมีตะเกียงน้ำมันอยู่อันหนึ่งไว้ใช้จุดตอนที่ไฟฟ้าดับ ไส้ตะเกียงที่จุดแล้วอาจไม่ส่องสว่างมากนัก แต่สามารถส่องแสงเช่นนั้นได้ตลอดคืน ชีวิตคนเราก็เช่นกันหากเป็นเหมือนไม้ขีดไฟที่ลุกสุกสว่างเพียงชั่วครู่ ย่อมไม่สามารถนำทางแก่ชีวิตได้ แต่ต้องเป็นดังไส้ตะเกียงที่ด้านหนึ่งติดไฟและอีกด้านจมอยู่ในน้ำมัน การมีสัมพันธภาพกับพระเจ้าเป็นธรรมชาติของคริสเตียนที่เปรียบเหมือนไส้ตะเกียงในน้ำมัน เหมือนลูกที่คุยกับพ่อในทุกๆวัน จึงจะสามารถปรากฎแสงไฟหรือผลพระวิญญาณในชีวิตได้ คนที่ขาดสัมพันธที่แนบสนิทกับพระเจ้า ไม่สามารถที่จะเข้าใจถึงความรัก และความไว้วางใจในพระองค์ได้ เปรียบเหมือนตะเกียงที่ดี จึงไม่ใช่แค่มีไส้ตะเกียงยาวหรือสั้นเท่านั้น แต่อยู่ที่มีน้ำมันในตะเกียงเพียงพอหรือไม่
3. ส-สมดุล ผมยอมรับว่าเมื่อผมมีโอกาสต้อนรับพระเจ้า ผมรู้สึกอยากรับใช้พระเจ้ามาก ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องดี แต่หากความอยากนั้นตั้งอยู่ความไม่พอดี ชีวิตก็จะไม่สมดุล ผมเองก็เคยผ่านห้วงเวลาเหล่านั้น เมื่อตั้งใจรับใช้พระเจ้ามากจนจัดลำดับความสำคัญไม่ถูกแทนที่จะได้รับใช้พระองค์จริงๆกับกลายเป็นว่าผมรับใช้งานเหล่านั้นเสียมากกว่า ผลร้ายก็คือความสนุกสนานและความชื่นใจที่เคยได้รับจากการรับใช้หายไป เหลือเพียงความเหนื่อยอ่อน และอารมณ์ที่เกรี้ยวกราด ทุกวันนี้ผมเข้าใจมากขึ้นว่าคนเราไม่ควรสวมหมวก(ตำแหน่ง)เกินความพอดี เราจำเป็นต้องแบ่งเวลาให้กับทั้งงานรับใช้ และการใช้เวลากับครอบครัวและเพื่อนๆ และมีเวลาให้ตัวเองและการพักผ่อนบ้าง คำว่าสมดุลของแต่ละคนอาจมีความแตกต่างกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันก็คือเราต้องมีชีวิตทุกด้านเพื่อถวายเกียรติแก่พระเจ้าเสมอ
“..ส่วนบนแผ่นดินโลก สันติสุขจงมีท่ามกลางมนุษย์ทั้งปวง ซึ่งพระองค์ทรงโปรดปรานนั้น” เป็นความปรารถนาที่เราหวังจะให้เกิดขึ้นในวันคริสตมาสที่จะมาถึงนี้ เพื่อเตือนเราในฐานะผู้เชื่อว่า เราคือพระบุตรของพระองค์ เราคือผลิตผลแห่งสันติสุขของวันคริสตมาส ดังนั้นทุกวันของเราจึงเป็นเหมือนคริสตมาสที่ส่งต่อความรักไปยังทุกคนในสังคม และทำให้เราเข้าใจถึงของขวัญที่พระองค์ทรงมอบให้ว่า “เรามอบสันติสุขไว้ให้แก่ท่านทั้งหลาย สันติสุขของเราที่ให้แก่ท่านนั้น เราให้ท่านไม่เหมือนโลกให้ อย่าให้ใจของท่านวิตก และอย่ากลัวเลย” (ยอห์น 14 ข้อ 27) ขอพระเจ้าอวยพรทุกท่านครับ

ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม