เมื่อคิดจะขว้างก้อนหิน
พิธีสมรสกำลังเริ่มต้นขึ้น เสียงเปียโนที่ขับกล่อมบรรยากาศแห่งความสุขของหญิงสาวกับชายหนุ่ม แต่ในมุมหนึ่งท่ามกลางพิธี มีเสียงแสดงความไม่เห็นด้วยหลายเสียงพูดถึงการที่อาจารย์ประจำคริสตจักรยอมให้จัดพิธีสมรสนี้ในคริสตจักรทั้งๆที่เจ้าสาวไม่ได้เป็นคริสเตียน.. อีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องของชัย(นามสมมติ) สาวประเภทสองที่กลับใจใหม่ แต่ยังคงแต่งกายเป็นผู้หญิง ท่ามกลางความรู้สึกและสายตาของสมาชิกหลายคนที่แสดงความสงสัยว่าทำไมเรายอมให้เขาแต่งตัวแบบนี้เข้ามาในคริสตจักร
ไม่ทราบว่าท่านผู้อ่านเคยได้ยินเรื่องแบบนี้บ้างไหมครับ การที่ผมยกเอาตัวอย่างนี้ขึ้นมา ผมไม่ได้ต้องการจะยกประเด็นขึ้นมาตัดสินว่าสิ่งไหนถูก หรือสิ่งไหนผิดนะครับ แต่ทั้งสองตัวอย่างเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งในแต่ละคริสตจักรมีวิธีหาทางออกในเรื่องที่กล่าวมาแตกต่างกัน ผมมีโอกาสดีที่เคยได้พูดคุยกับหลายคนที่มีความเห็นแตกต่างกัน ทำให้เข้าใจว่าอะไรทำให้พวกเขาคิดเช่นนั้น คนที่คัดค้านการยอมรับรู้สึกว่าไม่ควรให้แบบอย่างที่ไม่เหมาะสมเกิดขึ้นในคริสตจักร เพราะนั่นจะทำให้เกิดการเอาอย่าง หรือเป็นการบอกอ้อมๆว่าคริสตจักรสนับสนุนสิ่งที่เกิดขึ้น ส่วนฝ่ายที่สนันบสนุนการยอมรับมองว่าควรให้โอกาสกับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น มีใจกว้าง และให้อภัยได้ ซึ่งผมคิดว่าแต่ละคนก็มีเหตุผลที่น่าฟัง แต่ผู้ที่รับผลกระทบนี้มากที่สุดกลับไม่ใช่ผู้ที่มีความคิดเห็นแตกต่างกันเหล่านั้น แต่กลับเป็นอนุชนในคริสตจักรและคนที่เป็นผู้ถูกพูดถึง ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?
เด็กๆในคริสตจักร โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น เฝ้าสังเกตปฏิกิริยาของผู้ใหญ่ในคริสตจักรที่มีต่อการตัดสินใจไม่ว่าปฏิเสธหรือยอมรับ เพราะเป็นสิ่งที่พวกเขาให้ความสนใจ และนั่นจะเป็นแบบอย่างที่เป็นมรดกทางความคิดให้กับพวกเขาในอนาคตได้ ดังนั้นทุกการตัดสินใจ เราควรให้ความสำคัญที่จะบอกถึงเหตุผลในการตัดสินใจนั้นต่อพวกเขาเท่าที่จะสามารถทำได้ โดยไม่ทำให้เจ้าของเรื่องต้องอับอายหรือได้รับความเสียหาย ส่วนผู้ที่เป็นเจ้าของเรื่อง ความรู้สึกที่ถูกปฏิเสธอาจเป็นยาพิษที่ค่อยๆกัดกร่อนชีวิต ซึ่งผมพบว่ามีคู่สมรสจำนวนไม่น้อยที่ถูกปฏิเสธการจัดพิธีในคริสตจักรได้หายไปจากคริสตจักร สาวประเภทสองที่ผมพูดถึงได้กลับไปใช้ชีวิตในความบาปเหมือนก่อนที่เขาเชื่อ เพราะทนไม่ได้ต่อสายตาที่วิพากษ์วิจารณ์ ที่ผมพูดอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าการตัดสินใจยอมรับทุกเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ดีกว่า แต่หมายถึงการให้ความสำคัญ และคำนึงถึงความรู้สึกของคนทั้งสองกลุ่มนี้ให้มาก เป็นเรื่องที่เราไม่ควรละเลย
ในพระธรรมยอห์นบทที่8 พระเยซูคริสต์ได้ทรงให้แบบอย่างที่ดีแก่พวกเราในเรื่องนี้ ได้มีการบันทึกไว้ว่าพวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี ได้พาผู้หญิงที่ถูกจับฐานล่วงประเวณีมาพบพระเยซู ในขณะที่พระองค์กำลังเริ่มสั่งสอนต่อหน้าฝูงชน จากพระธรรมตอนนี้ในข้อ6ทำให้เราทราบว่าพวกเขาใช้ผู้หญิงคนนี้เป็นเครื่องมือที่จะหาเหตุเอาผิดกับพระเยซูคริสต์ ในพระธรรมเลวีนิติบทที่20 ข้อ 10 บันทึกว่า “ถ้าผู้ใดร่วมประเวณีกับภรรยาของเพื่อนบ้าน ให้ขว้างผู้ร่วมประเวณีทั้งชายและหญิงนั้นเสียให้ตาย” พวกเขาพยายามจะบีบให้พระเยซูตัดสินใจ พระองค์สามารถอ้างได้ว่าพวกเจ้าพามาแต่ผู้หญิง แต่ไม่ได้พาผู้ชายมาด้วย แต่พระองค์ไม่ได้ตรัสเช่นนั้นเลย พระองค์ตรัสแต่เพียงว่า “ผู้ใดในพวกท่านที่ไม่มีผิด ก็ให้ผู้นั้นเอาหินขว้างเขาก่อน” และอย่างที่เราทราบดีว่าพวกเขาจึงออกไปทีละคนจนไม่เหลือใครสักคนที่จะเอาหินขว้างผู้หญิงคนนั้นอีก นี่หมายความว่าพระเยซูมาลบล้างธรรมบัญญัติหรือไม่? ไม่ใช่เลย เพราะในพระธรรมมัทธิวบทที่ 5 ข้อที่ 17 พระองค์ได้ตรัสว่า “อย่าคิดว่าเรามาเลิกล้างธรรมบัญญัติและคำของผู้เผยพระวจนะ เรามิได้มาเลิกล้าง แต่มาทำให้สมบูรณ์ทุกประการ” เช่นเดียวกัน พระองค์ตรัสกับหญิงผู้ล่วงประเวณีว่า “เราก็ไม่เอาโทษเจ้าเหมือนกัน จงไปเถิดและอย่าทำผิดอีก” พระธรรมตอนนี้ได้สอนเราในเรื่องการตัดสินใจ ซึ่งผมเรียกว่าข้อคิด “การขว้างก้อนหิน” ซึ่งมีเรื่องที่เราสามารถเรียนรู้ได้สามประการ
ประการแรก “ใครมีสิทธิขว้างก้อนหิน” พระเยซูคริสต์ได้ตรัสว่า “ผู้ใดในพวกท่านที่ไม่มีผิด ก็ให้ผู้นั้นเอาหินขว้างเขาก่อน” ผมเองเป็นคนหนึ่งที่คิดว่าตัวเองไม่มีสิทธิในการขว้างก้อนหิน เพราะผมเป็นคนบาป และยังต้องการความช่วยเหลือจากพระองค์ทุกวัน เป็นเรื่องธรรมดาที่คนทั่วไปมักมองความผิดของผู้อื่นชัดเจนกว่าของตัวเอง ในพระธรรมมัธธิวบทที่7 ข้อ 3 กล่าวว่า “เหตุไฉนท่านมองผงที่ในตาพี่น้องของท่าน แต่ไม้ทั้งท่อนที่อยู่ในตาของท่าน ท่านก็ไม่รู้สึก” ทุกครั้งที่อยากขว้างก้อนหินแห่งการพิพากษาทุกคนจึงควรชักไม้ทั้งท่อนออกจากตาของตัวเองเสียก่อน แล้วท่านจึงจะสามารถเขี่ยผงจากตาของผู้อื่นได้ และเมื่อได้พิจารณาตัวเองต่อพระพักตร์พระเจ้าแล้วท่านจึงสามารถพิจารณาผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม เมื่อนั้นเองท่านจะเป็นผู้ที่ยื่นก้อนหินให้กับพระเยซูคริสต์เจ้า เพราะมีแต่พระองค์เท่านั้นที่ไม่มีบาป
ประการที่สอง “ใครที่ควรถูกขว้างด้วยก้อนหิน” พระเยซูคริสต์ให้ความสำคัญในเรื่องการไม่ละเลยการประพฤติตนในทางธรรม และการเป็นแบบอย่างที่ดีต่อผู้อื่น คริสเตียนจึงต้องจริงจังกับเรื่องของความบาป และไม่ปล่อยให้มีการทำผิดเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่ “ความบาป” กับ “คนบาป” เป็นคนละความหมายกัน พระเยซูคริสต์ทรงรัก “คนบาป” แต่ทรงเกลียดชัง “ความบาป” ก้อนหินจึงสมควรถูกขว้างไปยังความบาปไม่ใช่คนบาป เมื่อมีการทำผิดเกิดขึ้นขอให้ทุกคนจริงจังในการช่วยให้พี่น้องของเรากลับใจใหม่ ด้วยการอธิษฐาน ด้วยการให้อภัย และด้วยการดูแลเอาใจใส่เพื่อป้องกันพี่น้องของเราจากความบาปที่เข้ามาโจมตี แน่นอนว่าเราจะไม่ทำเหมือนคนที่ปิดตาข้างหนึ่งไว้และทำเป็นไม่รับรู้ต่อความบาปของเขา แต่จำเป็นต้องเผชิญหน้ากับเขาด้วยความรัก และทำทุกวิถีทางที่จะนำเขากลับมาสู่ครอบครัวของพระเจ้า พระเยซูคริสต์ตรัสว่า “เราก็ไม่เอาโทษเจ้าเหมือนกัน จงไปเถิดและอย่าทำผิดอีก” การสำนึกผิดและการกลับใจใหม่จึงเป็นเหมือนก้อนหินที่ขว้างไปเพื่อช่วยคนบาปให้พ้นจากความบาปของเขาได้
ประการสุดท้าย “อะไรคือแรงจูงใจในการขว้างก้อนหิน” ในพระธรรม 1โครินธ์บทที่13 ข้อ 1-3 ความว่า “แม้ข้าพเจ้าพูดภาษาแปลกๆได้ เป็นภาษามนุษย์ก็ดี เป็นภาษาทูตสวรรค์ก็ดี แต่ไม่มีความรัก ข้าพเจ้าเป็นเหมือนฆ้องหรือฉาบที่กำลังส่งเสียง แม้ข้าพเจ้าจะเผยพระวจนะได้ และเข้าใจในความล้ำลึกทั้งปวงและมีความรู้ทั้งสิ้น และมีความเชื่อมากยิ่งที่สุดพอจะยกภูเขาไปได้ แต่ไม่มีความรัก ข้าพเจ้าก็ไม่มีค่าอะไรเลย แม้ข้าพเจ้าจะสละของสารพัดหรือยอมให้เอาตัวข้าพเจ้าไปเผาไฟเสีย แต่ไม่มีความรัก จะหาเป็นประโยชน์แก่ข้าพเจ้าไม่” ทั้งสามข้อสรุปเป็นข้อความสั้นๆได้ว่า เราจะล้มเหลวทุกอย่าง ถ้าสิ่งที่เราทำไม่ได้เริ่มต้นมาจาก “ความรัก” เมื่อพบว่าพี่น้องของเราทำในสิ่งที่ไม่ชอบในสายพระเนตรของพระเจ้า แรงจูงใจที่จะเผชิญหน้ากับพี่น้องคนนั้นต้องมาจากความรัก ถ้าไม่มีความรักทุกสิ่งที่พยายามทำก็ไร้ค่า เมื่ออ่าน1โครินธ์บทที่13 ในข้อ 4-7 แล้วจะสามารถเข้าใจชัดเจนขึ้นว่าด้วยความรักเราจะปฏิบัติตัวอย่างไรต่อพี่น้อง แน่นอนว่าเมื่อท่านเผชิญหน้ากับเพื่อนด้วยความรักท่านย่อมสามารถ “อดทนนาน” ซึ่งหมายถึง อด(ยอมทำแม้ต้องสูญเสียสิ่งที่เราต้องการ) ทน(ยอมทำแม้ต้องยอมรับในสิ่งที่ไม่ต้องการ) นาน(ไม่มีสิ้นสุด) นอกจากนี้เราต้องไม่ชื่นชมยินดีเมื่อมีการประพฤติผิด ซึ่งในทุกข้อจะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ดีที่สุด แม้ว่าในระหว่างนั้นอาจถูกเข้าใจผิด และสูญเสียมิตรภาพ แต่หากแน่ใจว่าการกระทำนั้นมาจากความรัก นั่นย่อมเป็นแรงจูงใจที่ดีที่สุดอย่างแน่นอน
การตัดสินใจอนุญาตหรือไม่อนุญาตในการจัดพิธีสมรสต่อกรณีต่างๆนั้นเป็นเรื่องที่ยากสำหรับผู้ที่เป็นศิษยาภิบาล และผู้นำในคริสตจักร ไม่ว่าจะตัดสินใจอย่างไรลงไปก็ตาม ก็ยังคงมีผู้ที่ไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอน ผมอยากหนุนใจท่านมีกำลังใจในการรับใช้ต่อไป และขอให้ท่านมีใจกรุณาในการอธิบายต่อผู้ที่ไม่เข้าใจและสงสัยด้วย ส่วนผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจนั้นผมเองก็อยากหนุนใจให้ท่านได้เข้าไปพูดคุยซักถามว่าผู้นำของเรามีเหตุผลอย่างไร ขออย่าให้เรานำเรื่องนี้ไปพูดกันเองปากต่อปากเลย เพราะนั่นอาจหมายถึงท่านกำลังขว้างหินใส่พี่น้องของท่านอยู่ก็ได้
สุดท้ายผมอยากจะฝากให้ท่านได้ทบทวนทุกๆการตัดสินใจให้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระเจ้า และมาจากความรัก เพราะมีคนจำนวนมากจริงๆที่มารากขมขื่นจากการถูกปฏิเสธ และรู้สึกว่าตนถูกขว้างก้อนหินจากพี่น้องในคริสตจักร ผู้เชื่อที่เคยเป็นหญิงขายบริการถูกลบหลู่ศักดิ์ศรี คนที่มีปัญหาเรื่องเอกลักษณ์ทางเพศถูกล้อเลียนเหมือนเรื่องสนุก คนที่ติดเหล้าถูกไล่ออกจากคริสตจักร คนป่วยทางจิตไม่ได้รับการต้อนรับ อย่าได้ปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปเฉยๆนะครับ ขอให้เราดูแลพี่น้องของเรา โดยเฉพาะในเรื่องของความรู้สึกให้มาก มีผู้เชื่อใหม่หลายคนที่ต้องหลงกลับไปสู่โลกเก่าของตน เพียงเพราะขาดคนที่มาเข้าใจ แม้ว่าภายนอกของเขาอาจดูเฉยๆและไม่ถือสาต่อคำนินทา แต่ใจของพวกเขาชอกช้ำเหลือเกิน ดังนั้นถามตัวเองอีกครั้งเมื่อคิดจะขว้างหินว่า “ใครคือผู้ขว้าง ใครคือผู้สมควรถูกขว้าง และเราขว้างด้วยแรงจูงใจอะไร” ขอพระเจ้าอวยพรครับ
ไม่ทราบว่าท่านผู้อ่านเคยได้ยินเรื่องแบบนี้บ้างไหมครับ การที่ผมยกเอาตัวอย่างนี้ขึ้นมา ผมไม่ได้ต้องการจะยกประเด็นขึ้นมาตัดสินว่าสิ่งไหนถูก หรือสิ่งไหนผิดนะครับ แต่ทั้งสองตัวอย่างเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งในแต่ละคริสตจักรมีวิธีหาทางออกในเรื่องที่กล่าวมาแตกต่างกัน ผมมีโอกาสดีที่เคยได้พูดคุยกับหลายคนที่มีความเห็นแตกต่างกัน ทำให้เข้าใจว่าอะไรทำให้พวกเขาคิดเช่นนั้น คนที่คัดค้านการยอมรับรู้สึกว่าไม่ควรให้แบบอย่างที่ไม่เหมาะสมเกิดขึ้นในคริสตจักร เพราะนั่นจะทำให้เกิดการเอาอย่าง หรือเป็นการบอกอ้อมๆว่าคริสตจักรสนับสนุนสิ่งที่เกิดขึ้น ส่วนฝ่ายที่สนันบสนุนการยอมรับมองว่าควรให้โอกาสกับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น มีใจกว้าง และให้อภัยได้ ซึ่งผมคิดว่าแต่ละคนก็มีเหตุผลที่น่าฟัง แต่ผู้ที่รับผลกระทบนี้มากที่สุดกลับไม่ใช่ผู้ที่มีความคิดเห็นแตกต่างกันเหล่านั้น แต่กลับเป็นอนุชนในคริสตจักรและคนที่เป็นผู้ถูกพูดถึง ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?
เด็กๆในคริสตจักร โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น เฝ้าสังเกตปฏิกิริยาของผู้ใหญ่ในคริสตจักรที่มีต่อการตัดสินใจไม่ว่าปฏิเสธหรือยอมรับ เพราะเป็นสิ่งที่พวกเขาให้ความสนใจ และนั่นจะเป็นแบบอย่างที่เป็นมรดกทางความคิดให้กับพวกเขาในอนาคตได้ ดังนั้นทุกการตัดสินใจ เราควรให้ความสำคัญที่จะบอกถึงเหตุผลในการตัดสินใจนั้นต่อพวกเขาเท่าที่จะสามารถทำได้ โดยไม่ทำให้เจ้าของเรื่องต้องอับอายหรือได้รับความเสียหาย ส่วนผู้ที่เป็นเจ้าของเรื่อง ความรู้สึกที่ถูกปฏิเสธอาจเป็นยาพิษที่ค่อยๆกัดกร่อนชีวิต ซึ่งผมพบว่ามีคู่สมรสจำนวนไม่น้อยที่ถูกปฏิเสธการจัดพิธีในคริสตจักรได้หายไปจากคริสตจักร สาวประเภทสองที่ผมพูดถึงได้กลับไปใช้ชีวิตในความบาปเหมือนก่อนที่เขาเชื่อ เพราะทนไม่ได้ต่อสายตาที่วิพากษ์วิจารณ์ ที่ผมพูดอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าการตัดสินใจยอมรับทุกเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ดีกว่า แต่หมายถึงการให้ความสำคัญ และคำนึงถึงความรู้สึกของคนทั้งสองกลุ่มนี้ให้มาก เป็นเรื่องที่เราไม่ควรละเลย
ในพระธรรมยอห์นบทที่8 พระเยซูคริสต์ได้ทรงให้แบบอย่างที่ดีแก่พวกเราในเรื่องนี้ ได้มีการบันทึกไว้ว่าพวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี ได้พาผู้หญิงที่ถูกจับฐานล่วงประเวณีมาพบพระเยซู ในขณะที่พระองค์กำลังเริ่มสั่งสอนต่อหน้าฝูงชน จากพระธรรมตอนนี้ในข้อ6ทำให้เราทราบว่าพวกเขาใช้ผู้หญิงคนนี้เป็นเครื่องมือที่จะหาเหตุเอาผิดกับพระเยซูคริสต์ ในพระธรรมเลวีนิติบทที่20 ข้อ 10 บันทึกว่า “ถ้าผู้ใดร่วมประเวณีกับภรรยาของเพื่อนบ้าน ให้ขว้างผู้ร่วมประเวณีทั้งชายและหญิงนั้นเสียให้ตาย” พวกเขาพยายามจะบีบให้พระเยซูตัดสินใจ พระองค์สามารถอ้างได้ว่าพวกเจ้าพามาแต่ผู้หญิง แต่ไม่ได้พาผู้ชายมาด้วย แต่พระองค์ไม่ได้ตรัสเช่นนั้นเลย พระองค์ตรัสแต่เพียงว่า “ผู้ใดในพวกท่านที่ไม่มีผิด ก็ให้ผู้นั้นเอาหินขว้างเขาก่อน” และอย่างที่เราทราบดีว่าพวกเขาจึงออกไปทีละคนจนไม่เหลือใครสักคนที่จะเอาหินขว้างผู้หญิงคนนั้นอีก นี่หมายความว่าพระเยซูมาลบล้างธรรมบัญญัติหรือไม่? ไม่ใช่เลย เพราะในพระธรรมมัทธิวบทที่ 5 ข้อที่ 17 พระองค์ได้ตรัสว่า “อย่าคิดว่าเรามาเลิกล้างธรรมบัญญัติและคำของผู้เผยพระวจนะ เรามิได้มาเลิกล้าง แต่มาทำให้สมบูรณ์ทุกประการ” เช่นเดียวกัน พระองค์ตรัสกับหญิงผู้ล่วงประเวณีว่า “เราก็ไม่เอาโทษเจ้าเหมือนกัน จงไปเถิดและอย่าทำผิดอีก” พระธรรมตอนนี้ได้สอนเราในเรื่องการตัดสินใจ ซึ่งผมเรียกว่าข้อคิด “การขว้างก้อนหิน” ซึ่งมีเรื่องที่เราสามารถเรียนรู้ได้สามประการ
ประการแรก “ใครมีสิทธิขว้างก้อนหิน” พระเยซูคริสต์ได้ตรัสว่า “ผู้ใดในพวกท่านที่ไม่มีผิด ก็ให้ผู้นั้นเอาหินขว้างเขาก่อน” ผมเองเป็นคนหนึ่งที่คิดว่าตัวเองไม่มีสิทธิในการขว้างก้อนหิน เพราะผมเป็นคนบาป และยังต้องการความช่วยเหลือจากพระองค์ทุกวัน เป็นเรื่องธรรมดาที่คนทั่วไปมักมองความผิดของผู้อื่นชัดเจนกว่าของตัวเอง ในพระธรรมมัธธิวบทที่7 ข้อ 3 กล่าวว่า “เหตุไฉนท่านมองผงที่ในตาพี่น้องของท่าน แต่ไม้ทั้งท่อนที่อยู่ในตาของท่าน ท่านก็ไม่รู้สึก” ทุกครั้งที่อยากขว้างก้อนหินแห่งการพิพากษาทุกคนจึงควรชักไม้ทั้งท่อนออกจากตาของตัวเองเสียก่อน แล้วท่านจึงจะสามารถเขี่ยผงจากตาของผู้อื่นได้ และเมื่อได้พิจารณาตัวเองต่อพระพักตร์พระเจ้าแล้วท่านจึงสามารถพิจารณาผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม เมื่อนั้นเองท่านจะเป็นผู้ที่ยื่นก้อนหินให้กับพระเยซูคริสต์เจ้า เพราะมีแต่พระองค์เท่านั้นที่ไม่มีบาป
ประการที่สอง “ใครที่ควรถูกขว้างด้วยก้อนหิน” พระเยซูคริสต์ให้ความสำคัญในเรื่องการไม่ละเลยการประพฤติตนในทางธรรม และการเป็นแบบอย่างที่ดีต่อผู้อื่น คริสเตียนจึงต้องจริงจังกับเรื่องของความบาป และไม่ปล่อยให้มีการทำผิดเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่ “ความบาป” กับ “คนบาป” เป็นคนละความหมายกัน พระเยซูคริสต์ทรงรัก “คนบาป” แต่ทรงเกลียดชัง “ความบาป” ก้อนหินจึงสมควรถูกขว้างไปยังความบาปไม่ใช่คนบาป เมื่อมีการทำผิดเกิดขึ้นขอให้ทุกคนจริงจังในการช่วยให้พี่น้องของเรากลับใจใหม่ ด้วยการอธิษฐาน ด้วยการให้อภัย และด้วยการดูแลเอาใจใส่เพื่อป้องกันพี่น้องของเราจากความบาปที่เข้ามาโจมตี แน่นอนว่าเราจะไม่ทำเหมือนคนที่ปิดตาข้างหนึ่งไว้และทำเป็นไม่รับรู้ต่อความบาปของเขา แต่จำเป็นต้องเผชิญหน้ากับเขาด้วยความรัก และทำทุกวิถีทางที่จะนำเขากลับมาสู่ครอบครัวของพระเจ้า พระเยซูคริสต์ตรัสว่า “เราก็ไม่เอาโทษเจ้าเหมือนกัน จงไปเถิดและอย่าทำผิดอีก” การสำนึกผิดและการกลับใจใหม่จึงเป็นเหมือนก้อนหินที่ขว้างไปเพื่อช่วยคนบาปให้พ้นจากความบาปของเขาได้
ประการสุดท้าย “อะไรคือแรงจูงใจในการขว้างก้อนหิน” ในพระธรรม 1โครินธ์บทที่13 ข้อ 1-3 ความว่า “แม้ข้าพเจ้าพูดภาษาแปลกๆได้ เป็นภาษามนุษย์ก็ดี เป็นภาษาทูตสวรรค์ก็ดี แต่ไม่มีความรัก ข้าพเจ้าเป็นเหมือนฆ้องหรือฉาบที่กำลังส่งเสียง แม้ข้าพเจ้าจะเผยพระวจนะได้ และเข้าใจในความล้ำลึกทั้งปวงและมีความรู้ทั้งสิ้น และมีความเชื่อมากยิ่งที่สุดพอจะยกภูเขาไปได้ แต่ไม่มีความรัก ข้าพเจ้าก็ไม่มีค่าอะไรเลย แม้ข้าพเจ้าจะสละของสารพัดหรือยอมให้เอาตัวข้าพเจ้าไปเผาไฟเสีย แต่ไม่มีความรัก จะหาเป็นประโยชน์แก่ข้าพเจ้าไม่” ทั้งสามข้อสรุปเป็นข้อความสั้นๆได้ว่า เราจะล้มเหลวทุกอย่าง ถ้าสิ่งที่เราทำไม่ได้เริ่มต้นมาจาก “ความรัก” เมื่อพบว่าพี่น้องของเราทำในสิ่งที่ไม่ชอบในสายพระเนตรของพระเจ้า แรงจูงใจที่จะเผชิญหน้ากับพี่น้องคนนั้นต้องมาจากความรัก ถ้าไม่มีความรักทุกสิ่งที่พยายามทำก็ไร้ค่า เมื่ออ่าน1โครินธ์บทที่13 ในข้อ 4-7 แล้วจะสามารถเข้าใจชัดเจนขึ้นว่าด้วยความรักเราจะปฏิบัติตัวอย่างไรต่อพี่น้อง แน่นอนว่าเมื่อท่านเผชิญหน้ากับเพื่อนด้วยความรักท่านย่อมสามารถ “อดทนนาน” ซึ่งหมายถึง อด(ยอมทำแม้ต้องสูญเสียสิ่งที่เราต้องการ) ทน(ยอมทำแม้ต้องยอมรับในสิ่งที่ไม่ต้องการ) นาน(ไม่มีสิ้นสุด) นอกจากนี้เราต้องไม่ชื่นชมยินดีเมื่อมีการประพฤติผิด ซึ่งในทุกข้อจะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ดีที่สุด แม้ว่าในระหว่างนั้นอาจถูกเข้าใจผิด และสูญเสียมิตรภาพ แต่หากแน่ใจว่าการกระทำนั้นมาจากความรัก นั่นย่อมเป็นแรงจูงใจที่ดีที่สุดอย่างแน่นอน
การตัดสินใจอนุญาตหรือไม่อนุญาตในการจัดพิธีสมรสต่อกรณีต่างๆนั้นเป็นเรื่องที่ยากสำหรับผู้ที่เป็นศิษยาภิบาล และผู้นำในคริสตจักร ไม่ว่าจะตัดสินใจอย่างไรลงไปก็ตาม ก็ยังคงมีผู้ที่ไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอน ผมอยากหนุนใจท่านมีกำลังใจในการรับใช้ต่อไป และขอให้ท่านมีใจกรุณาในการอธิบายต่อผู้ที่ไม่เข้าใจและสงสัยด้วย ส่วนผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจนั้นผมเองก็อยากหนุนใจให้ท่านได้เข้าไปพูดคุยซักถามว่าผู้นำของเรามีเหตุผลอย่างไร ขออย่าให้เรานำเรื่องนี้ไปพูดกันเองปากต่อปากเลย เพราะนั่นอาจหมายถึงท่านกำลังขว้างหินใส่พี่น้องของท่านอยู่ก็ได้
สุดท้ายผมอยากจะฝากให้ท่านได้ทบทวนทุกๆการตัดสินใจให้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระเจ้า และมาจากความรัก เพราะมีคนจำนวนมากจริงๆที่มารากขมขื่นจากการถูกปฏิเสธ และรู้สึกว่าตนถูกขว้างก้อนหินจากพี่น้องในคริสตจักร ผู้เชื่อที่เคยเป็นหญิงขายบริการถูกลบหลู่ศักดิ์ศรี คนที่มีปัญหาเรื่องเอกลักษณ์ทางเพศถูกล้อเลียนเหมือนเรื่องสนุก คนที่ติดเหล้าถูกไล่ออกจากคริสตจักร คนป่วยทางจิตไม่ได้รับการต้อนรับ อย่าได้ปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปเฉยๆนะครับ ขอให้เราดูแลพี่น้องของเรา โดยเฉพาะในเรื่องของความรู้สึกให้มาก มีผู้เชื่อใหม่หลายคนที่ต้องหลงกลับไปสู่โลกเก่าของตน เพียงเพราะขาดคนที่มาเข้าใจ แม้ว่าภายนอกของเขาอาจดูเฉยๆและไม่ถือสาต่อคำนินทา แต่ใจของพวกเขาชอกช้ำเหลือเกิน ดังนั้นถามตัวเองอีกครั้งเมื่อคิดจะขว้างหินว่า “ใครคือผู้ขว้าง ใครคือผู้สมควรถูกขว้าง และเราขว้างด้วยแรงจูงใจอะไร” ขอพระเจ้าอวยพรครับ

ความคิดเห็น