ย้อนสู่หัวใจแห่งคริสตมาส

เป็นเวลานานนับพันปีแล้วที่เราเฉลิมฉลองคริสตมาสในวันที่ 25 ธันวาคม ภาพของค่ำคืนบริสุทธิ์ท่ามกลางความเหน็บหนาว , ภาพของคอกสัตว์ และพระเยซูคริสต์ในรางหญ้า เป็นภาพที่เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของวันคริสตมาสที่เราจะพบเห็นจากภาพวาด การ์ดอวยพรคริสตมาส หรือแม้แต่ตามสถานที่ต่างๆ แม้ว่าทุกวันนี้คริสตมาสกำลังจะถูกแทนที่ด้วยต้นคริสตมาสและซานตาคลอสมากขึ้นเรื่อยๆก็ตาม แล้วคริสตมาสที่แท้จริงเป็นอย่างไรกันแน่ บางทีมันอาจเป็นสิ่งที่แตกต่างจากสิ่งที่เราเคยรู้อย่างมากก็ได้ เราจะลองมาสืบค้นความจริงร่วมกัน
ในยุคที่ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาประจำชาติของของอาณาจักรโรม ได้มีความพยายามที่จะสร้างปฏิทินสำหรับคริสเตียนขึ้นมาแทนปฏิทินแบบดั้งเดิมของโรม นักบวชนามไดเนเซียสเป็นผู้คิดค้นปฏิทินนี้ขึ้นมา โดยเขาเริ่มต้นปีปฏิทินด้วยปีที่พระเยซูคริสต์ทรงประสูติ ซึ่งเขาใช้หลักฐานจากครองราชย์ของกษัตริย์แห่งอาณาจักรโรมัน แต่การคำนวณของเขาเองก็ผิดพลาดอย่างไม่น่าเชื่อไปถึงราว 5-6ปี จากหลักฐานพระเยซูคริสต์ทรงประสูติในปีที่กษัตริย์ออกัสตัสขึ้นครองราชย์คือ 27 ปีก่อนคริสตกาล แต่ว่าเขาลืมบวกอีก 4 ปีแรกที่กษัตริย์ผู้นี้ขึ้นครองราชย์ในนามออกเตเวียน ข้อผิดพลาดอีกอย่างหนึ่งก็คือการลืมนับปีคริสตศักราชที่ศูนย์ โดยเขานับปีเช่นนี้ 1ปีก่อนคริสตกาล แล้วปีต่อไปเขานับเป็นคริสตศักราชที่1 การนับอย่างนี้ทำให้เวลาจริงหายไปอีก 1 ปี (ตัวอย่างเช่น ปี1999 ปีต่อไปคือ ปี2000 แล้วต่อไปคือปี2001 แต่ไดเนเซียสลืมนับเป็นที่ศูนย์ซึ่งในตัวอย่างนี้คือปี2000นั่นเอง) ตามหลักฐานนี้หมายความว่าปีคศ.2006นี้จริงๆแล้วคือปีคศ.2001 นั่นเอง หรือก็คือพระเยซูคริสต์ทรงประสูติใน 5-6 ปีก่อนคริสตกาล และในครั้งเมื่อไดเนเซียสเขียนปฏิทินนี้ วันประสูติจริงได้ถูกลืมไปนานแล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงยึดเอางานฉลองกลางฤดูหนาวของชาวโรมัน วันที่ 25 ธันวาคม ซึ่งก็คือวันประสูติของเทพดวงอาทิตย์นาม โซอิเวตัส นัยหนึ่งก็เพื่อให้เป็นการสอดคล้องกับวัฒนธรรมของชาวโรมันส่วนใหญ่ที่เดิมเคยบูชาเทพเจ้ามาก่อน ดังนั้นเราจึงเริ่มฉลองวันคริสตมาสในวันที่ 25 ธันวาคมเรื่อยมา
แล้วถ้าเราอยากทราบถึงวันประสูติที่แท้จริงของพระเยซูเราควรจะทำอย่างไร จากหลักฐานทางพระคัมภีร์ ซึ่งปรากฏในพระธรรมมัทธิว เราพบต้นฉบับพระธรรมมัทธิวในมหาวิทยาลัยแม็กดาเลนที่นิวยอร์ค ในที่นี้ผมจะยึดเอาคำแปลไทยตามพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ ฉบับมาตรฐาน 2002 ของสมาคมพระคริสตธรรมไทย ในพระธรรมมัทธิวบทที่2ข้อที่2กล่าวว่า “พระกุมารผู้ที่ทรงบังเกิดมาเป็นกษัตริย์ของชนชาติยิวนั้นอยู่ที่ไหน? เราได้เห็นดาวของท่านทางทิศตะวันออก และเราจึงมาเพื่อจะนมัสการท่าน” นี่เป็นคำพูดของโหราจารย์ เราสามารถคำนวณวันประสูติของพระคริสต์ได้จากการสืบหาว่ามีดาวอะไรบ้างที่มีลักษณะอย่างที่ปรากฏแก่โหราจารย์ได้ ในพระธรรมมัทธิวบทที่2ข้อที่9ได้ชี้ให้เห็นลักษณะว่า ดาวนี้ได้นำหน้าพวกเขาไป จนมาหยุดอยู่เหนือสถานที่ซึ่งพระกุมารอยู่นั้น.. มีดาวอะไรบ้างที่เป็นเช่นนั้นคือเคลื่อนไปข้างหน้าและหยุดนิ่งเมื่อมาถึงเบธเลเฮม จากสมมติฐานของนักดาราศาสตร์หลายยุคหลายสมัย ข้อสมมติฐานที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดก็คือข้อสมมติฐานของศาสตราจารย์ ไมเคิล โมด้า ท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญทั้งดาราศาสตร์สมัยใหม่และดาราศาสตร์โบราณ ข้อสันนิษฐานของท่านเกี่ยวกับกลุ่มดาวเอเรียล หรือกลุ่มดาวแกะในสมัยของอาณาจักรโรมันนั่นเอง ดาวอะไรที่โหราจารย์ได้เห็นบนท้องฟ้าในครั้งแรกทางทิศตะวันออก ปรากฎการณ์บนท้องฟ้าที่น่าสนใจสำหรับนักดาราศาสตร์โบราณก็คือการเรียงตัวเป็นเส้นตรงของดาวศุกร์ ดาวเสาร์ ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ และดาวสพฤหัส ซึ่งทอดผ่านกลุ่มดาวแกะ ในสมัยโบราณนั้นดาวพฤหัสเคยถูกเข้าใจผิดว่าเป็นดาวฤกษ์ เพราะขนาดและความสุกสว่างของมัน และมีความเชื่อว่าดาวพฤหัสหมายถึงดาวทรงเกียรติ หรือดาวแห่งกษัตริย์ การเรียงตัวนี้ปรากฏให้เห็นว่าดาวพฤหัสลอยอยู่เหนือแผ่นดินยูเดีย ดังที่เราจะสังเกตได้จากการที่โหราจารย์เข้าเฝ้ากษัตริย์เฮโรดเพื่อถามถึงตำแหน่งแน่นอนของกษัตริย์ผู้มาบังเกิด และจากการปรึกษากับพวกหัวหน้าปุโรหิตกับธรรมมาจารย์พวกเขาได้แจ้งแก่กษัตริย์เฮโรดตามพระคำมีคาห์ว่า กษัตริย์แห่งยิวจะมาบังเกิดเบธเลเฮม แต่เพราะกษัตริย์เฮโรดไม่รู้ตำแหน่งที่แท้จริงจึงได้บอกกับเหล่าโหราจารย์ว่า จงไปค้นหาพระกุมารนั้นที่เบธเลเฮม เมื่อพวกโหราจารย์สังเกตดวงดาวจึงได้พบดาวประหลาดนำหน้าเขาไปและหยุดเหนือสถานที่ซึ่งพระกุมารอยู่นั้น วงโคจรของดาวที่มีลักษณะเช่นนั้นมีเพียงดาวพฤหัสเท่านั้น ศาสตราจารย์โมด้าจึงได้สรุปสมมติฐานว่า ดาวประหลาด ดาวแห่งเบธเลเฮม แท้จริงก็คือดาวพฤหัสนั่นเอง และจากการคำนวณวันที่ปรากฏเหตุการณ์นั้นเราจะได้วันที่ 17 เมษายน ราว5-6 ปีก่อนคริสตกาล เหตุผลสนับสนุนอีกประการหนึ่งก็คือ การที่พระคัมภีร์กล่าวถึงคนเลี้ยงแกะซึ่งได้เป็นกลุ่มแรกที่เข้าเฝ้าพระกุมารเยซู เป็นที่ทราบกันดีว่าในหมู่คนเลี้ยงแกะในอิสราเอลว่ามีเพียงช่วง เมษายน จนถึงราวกันยายนเท่านั้นที่จะสามารถนำแกะมาเลี้ยงข้างนอกได้ ถ้าเป็นในเดือนธันวาคมอากาศจะหนาวเกินกว่าที่สัตว์เลี้ยงใดๆจะทนได้ แต่ส่วนวันที่โหราจารย์ได้พบกับพระเยซูคริสต์นั้นน่าจะเป็นคนละวันกับที่พระกุมารเยซูประสูติ จากการคำนวณการเคลื่อนตัวของหมู่ดาว ดาวพฤหัสจะหยุดเหนือเบธเลเฮมในราววันที่ 15 ธันวาคม 5-6ปีก่อนคริสตกาล นั่นหมายความว่าเมื่อโหราจารย์มาถึงพระกุมารเยซูคงมีอายุราว 8 เดือนแล้ว เหตุผลที่สนับสนุนจากพระธรรมมัทธิวตอนหนึ่งได้ระบุถึงการที่กษัตริย์เฮโรดได้มีคำสั่งให้ประหารทารกชายทั้งหมดในบ้านเบธเลเฮม และในบริเวณใกล้เคียงที่มีอายุตั้งแต่สองขวบลงมา โดยนับตามเวลาที่ท่านได้ทราบจากพวกนักปราชญ์ (มัทธิวบทที่2 ข้อ 16) หากว่าพระกุมารเยซูเพิ่งจะประสูติ เฮโรดคงไม่ต้องสั่งฆ่าเด็กตั้งแต่สองขวบลงมาเป็นแน่ เพียงแค่ฆ่าเด็กที่อายุต่ำกว่า 6 เดือนก็น่าจะเพียงพอแล้ว แต่เพราะเฮโรดไม่ทราบอายุแน่นอนแต่พอประมาณได้ว่าพระกุมารได้ประสูติมาระยะหนึ่งแล้วนั่นเอง ด้วยการสืบค้นนี้ทำให้คริสเตียนบางกลุ่มได้เฉลิมฉลองวันประสูติของพระเยซูคริสต์ในเดือนเมษายนเรื่อยมา แต่ไม่ว่าวันประสูติที่แท้จริงจะเป็นวันใด ผมคิดว่าเราก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนวันคริสตมาสกันหรอกครับ เพราะหัวใจที่แท้จริงของคริสตมาสไม่ใช่การรู้ว่า วันนั้นคือวันที่เท่าไหร่ เดือนอะไร หรือปีอะไร แต่หัวใจแห่งคริสตมาสที่แท้จริงคือแผนการแห่งความรักที่พระเจ้าได้ทรงวางไว้ ดังคำที่ผู้เผยพระวจนะได้เขียนไว้ว่า “บ้านเบธเลเฮมในแผ่นดินยูเดีย จะไม่เป็นบ้านที่เล็กน้อยที่สุดในสายตาของผู้ครองแผ่นดินยูเดีย เพราะว่าเจ้านายองค์หนึ่งจะออกมาจากท่าน ผู้ซึ่งจะครอบครองอิสราเอลชนชาติของเรา”(มัทธิวบทที่2 ข้อที่6 อ้างอิงจาก มีคาห์บทที่5 ข้อที่2)
หัวใจแห่งวันคริสตมาสที่แท้จริงคือความรักที่พระเจ้าได้ทรงมอบให้เรา สำหรับแผนการแห่งการคืนดี ดังที่พระธรรมยอห์นบทที่3 ข้อที่ 16 จากฉบับมาตราฐาน2002 ความว่า “พระเจ้าทรงรักโลกดังนี้ คือได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์” ข้อ17 ความว่า “เพราะว่าพระเจ้าทรงให้พระบุตรเข้ามาในโลก ไม่ใช่เพื่อพิพากษาโลก แต่เพื่อช่วยกู้โลกให้รอดโดยพระบุตรนั้น” พระเจ้าได้ทรงประทานสิ่งที่สำคัญและมีความหมายกับพระองค์มากที่สุด คือพระเยซูคริสต์พระบุตรองค์เดียวของพระองค์ สำหรับพวกเรานี่เป็นแก่นสำคัญแห่งคริสตมาส ถ้าไม่มีคริสตมาสจะไม่มีการยกโทษเลย แม้ว่าคริสตมาสจะผ่านมานานนับพันปีแล้ว แต่ความหมายหรือหัวใจไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเลย พระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ ซึ่งถ้าเรามองแล้วก็จะพบว่าท่ามกลางความเชื่อมากมาย มีเพียงพระเยซูคริสต์เท่านั้นที่เหล่าผู้เชื่อเฉลิมฉลองในวันคล้ายวันประสูติของพระองค์ พระในความเชื่ออื่นเป็นเพียงสิ่งที่ไร้ชีวิต หรือตายแล้วทั้งสิ้น ผมคิดว่าคริสตมาสเป็นสาระที่สำคัญยิ่งของข่าวประเสริฐ และยังเป็นโอกาสที่ดีที่สุดวันหนึ่งที่เราจะฉวยโอกาสในการกล่าวพระกิตติคุณ เมื่อท่านผู้อ่านได้อ่านบทความนี้คงเป็นเวลาที่ใกล้จะถึงคริสตมาสแล้ว ผมเองอยากหนุนใจพี่น้องทุกท่านในการเตรียมงานคริสตมาส ซึ่งจะไม่เป็นเพียงความสนุกสนานหรือเฉลิมฉลองอย่างที่ชาวโลก หรือห้างสรรพสินค้าทำเท่านั้น แต่จะใช้โอกาสนี้สื่อสารข่าวประเสริฐ สื่อสารถึงข่าวดีของการลงมาบังเกิดขององค์พระเยซูคริสต์ นี่ล่ะนับเป็นสิ่งที่มีค่าและเป็นของขวัญล้ำค่าที่เราจะสามารถมอบแก่คนรอบข้างได้ เหมือนดังที่โหราจารย์ได้เดินทางอย่างยากลำบากจากตะวันออก เพื่อมาพบพระเยซูคริสต์ และได้มอบของขวัญล้ำค่าคือ ทองคำ กำยาน และมดยอบ คริสตมาสนี้ก็จะเป็นวันที่เราเองจะได้มอบของขวัญที่ล้ำค่าที่สุดคือองค์พระเยซูคริสต์เจ้า ให้แก่คนที่แสวงหาความรอดเช่นกัน
มีความเชื่อในยุโรปมาหลายศตวรรษถึงโหราจารย์ผู้มาเฝ้าพระกุมารว่า ในพวกเขามีสามคนที่เป็นหัวหน้า ประกอบด้วยคนชรา คนวัยกลางคน และคนหนุ่ม ซึ่งเรื่องนี้มีความน่าเชื่อถือมากขึ้นเมื่อเราพบที่ตั้งกระดูกของโหราจารย์ในวิหารแห่งหนึ่งของประเทศเยอรมัน และจากผู้เชี่ยวชาญด้านกระโหลกศรีษะได้ทำการแสกนภาพกระโหลกด้านบนและวิเคราะห์พบว่ากะโหลกทั้งสามประกอบด้วย คนชรา คนวัยกลางคน และคนหนุ่มจริงๆ ผมคิดว่าความจริงนี้ได้สะท้อนให้เราเห็นว่าคริสตจักรคือพระกายของพระคริสต์นั้นจำเป็นยิ่งที่จะต้องร่วมแรงร่วมใจ และเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้อาวุโส คนวัยทำงาน หรืออนุชนและยุวชนก็ตาม ทุกคนเป็นส่วนสำคัญของกันและกันในการรับใช้ และในการประกาศข่าวประเสริฐ สุดท้ายนี้โดยพระคุณและความรักที่มาจากองค์พระเยซูคริสต์ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าพี่น้องทุกท่านจะร่วมมือ ประสานใจในการรับใช้และฉวยโอกาสประกาศข่าวประเสริฐในวันคริสตมาสที่จะมาถึงนี้ ขอพระเจ้าอวยพร

ความคิดเห็น

yawaiam กล่าวว่า
บทความน่าสนใจจังเลย
แต่ตัวหนังสือมันติด ๆ ๆ ๆ กัน
จนลายตาแน่ะ

บทความที่ได้รับความนิยม