ถึงเวลาของ “ฮีโร่”

ตอนเด็กๆผมจะเฝ้ารอวันเสาร์-อาทิตย์อย่างใจจดใจจ่อ เพราะนอกจากจะตื่นสายได้แล้ว ทุกเช้าผมยังได้ดูการ์ตูน การ์ตูนในสมัยของผมสร้างแรงบันดาลใจให้ผมหลายอย่าง อย่างเช่นเรื่องโดราเอมอนและอาราเร่ที่ทำให้ผมอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ จะได้สร้างหุ่นยนต์หรือของวิเศษแบบในการ์ตูนบ้าง และยังทำให้ผมสนุกกับวิชาคณิตศาสตร์และฟิสิกส์อีกด้วย ถ้าผู้อ่านลองหลับตาลงก็คงสามารถย้อนนึกถึงการ์ตูนโปรดของตัวเองได้ ไม่น่าเชื่อว่าแม้แต่การ์ตูนในโทรทัศน์ก็ยังมีอิทธิพลกับเราและสร้างนิสัยบางอย่างกับเรามากขนาดนี้ แล้วชีวิตของคนที่อยู่ใกล้ๆกับเด็กเหล่านี้ ทั้งพ่อแม่ อาจารย์ หรือครูรวี จะไม่ยิ่งมีอิทธิพลมากไปกว่านั้นอีกหรือ
แต่ก็นับว่าแปลกที่เรามักได้ยินพ่อแม่ หรือครูอาจารย์บ่นให้ฟังทำนองว่า “สอนแล้วไม่จำ” หรือ “เด็กสมัยนี้เลี้ยงยาก ไม่เชื่อฟัง” เหมือนจะบอกกับเราว่าการสั่งสอนของพวกท่านดูจะไม่มีอิทธิพลอะไรกับชีวิตเด็กบ้างเลย ผมเชื่อว่าผู้อ่านก็คงได้ยินเรื่องแบบนี้มานักต่อนัก แต่ไม่ทราบว่าเราเคยทราบไหมว่าเด็กๆเขามองเรื่องนี้กันอย่างไรบ้าง การทำงานของผมทำให้มีโอกาสได้พูดคุยกับนักเรียนที่ถูกโรงเรียนระบุว่ามีปัญหาหลายคน สิ่งที่ผมได้ฟังจากเด็กๆเหล่านั้นเป็นมุมมองที่ผมรู้สึกเป็นห่วงอย่างยิ่ง เด็กจำนวนมากไม่พอใจครอบครัวของตัวเอง รู้สึกอึดอัดใจที่ต้องอยู่ในครอบครัวที่แตกแยก พ่อไปทางแม่ไปทาง บางครอบครัวการกดขี่เพศหญิงก็ยังคงมีอยู่ ปัญหาที่สะสมทำให้เขาไม่อยากจะเชื่อฟังคนที่ได้ชื่อว่าเป็นพ่อแม่ เหตุผลก็เพราะพ่อแม่ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกชื่นชม หรืออยากเอาเป็นแบบอย่างสำหรับชีวิต เด็กบางคนต้องแอบร้องไห้ทุกวันพร้อมกับถามตัวเองว่า “ทำไมฉันต้องเกิดมาในครอบครัวนี้ด้วย?” เราเคยได้ยินปัญหาที่ว่าพ่อแม่บางคนชอบเปรียบเทียบลูกของตัวเองกับลูกของครอบครัวอื่นและตำหนิลูกจนกลายเป็นปมด้อย แต่รู้หรือไม่ว่ามีเด็กจำนวนไม่น้อยที่นึกเปรียบเทียบพ่อแม่ของตัวเองเช่นกัน ปัญหานี้อาจแก้ได้ไม่ยากถ้าครอบครัวนั้นๆมีรากฐานจากความรัก และมีการสื่อสารที่ดีต่อกัน แต่อย่างที่เราทราบกันดีว่านับวันการสื่อสารในครอบครัวจะยิ่งน้อยลงเรื่อยๆ บ้านที่ลำบากก็ต้องปากกัดตีนถีบ พ่อแม่ต้องทำงานมากกว่างานประจำเพียงแห่งเดียว แทบจะไม่ได้คุยกับลูกบ้างเลย ส่วนบ้านที่มีอันจะกินก็พาลูกไปสมัครเรียนเปียโนบ้าง เต้นบ้าง เดี๋ยวก็ต้องขับรถพาลูกไปสยามเพื่อเรียนพิเศษ เรียนไม่มีวันหยุด ไม่มีโอกาสได้พูดคุยว่าตอนนี้ลูกเติบโตทางความคิดแค่ไหนแล้ว หรือเขาต้องการคำปรึกษาจากพ่อแม่บ้างหรือเปล่า ไม่ใช่ว่าการทำงานไม่ดี หรือการเรียนเป็นสิ่งไม่ดีนะครับ แต่เราก็ไม่สามารถละทิ้งพื้นฐานของครอบครัวคือความเข้าอกเข้าใจซึ่งกันและกันไปได้ เราจึงต้องมีเวลาเฉพาะสำหรับสิ่งนี้ด้วย
พ่อแม่หลายคนที่พาลูกที่มีปัญหามาพบกับผมหรือนักให้คำปรึกษาท่านอื่นๆ เพราะเชื่อว่าถ้าจ่ายเงินแพงๆจ้างนักให้คำปรึกษาเก่งๆ หรือนักจิตวิทยาผู้คร่ำหวอดแล้วก็จะสามารถแก้ปัญหาของลูกได้ไม่ยากนัก ผมขอยืนยันว่านั่นก็ไม่ต่างอะไรกับการทานยาเลี้ยงไข้ไปเรื่อยๆ สิ่งสำคัญที่ต้องทำคู่กันคือพ่อแม่เองก็ต้องมาร่วมกันในการแก้ไขปัญหาของลูกด้วย อ่านมาถึงตรงนี้บางคนก็อาจจะกลับไปนึกอีกว่า “ก็เด็กสมัยนี้มันเรื่องมาก เลี้ยงยากเองนี่ จะมาโทษพ่อแม่ได้ยังไงกัน” จริงๆแล้วสิ่งที่ผมกำลังชี้ประเด็นไม่ใช่การหาคนผิด แต่เราแต่ละคนจำเป็นต้องแสดงบทบาทของตัวเอง ผมเคยได้ยินเพลงลูกทุ่งที่กำลังดังเพลงหนึ่งชื่อ “ไม่ใช่แฟนทำแทนกันไม่ได้” ผมเชื่อว่าบทบาทของพ่อแม่ก็เป็นสิ่งที่ให้ใครมาทำแทนกันไม่ได้เหมือนกันครับ ผมเคยเขียนเรื่องนี้ตั้งแต่สองปีที่แล้วว่าพ่อแม่คือแบบอย่างที่ลูกถอดแบบหรือเลียนแบบมากที่สุด ดังนั้นในการเป็นแม่พิมพ์แรกของเด็กนั้นจึงเป็นหน้าที่สำคัญอย่างยิ่ง แม่พิมพ์ที่ลูกและเด็กต้องการก็คือ “ฮีโร่” นั่นเอง คงไม่ได้หมายความว่าเราต้องมาหัดเหาะหรือบินอย่างซุปเปอร์แมน มีของวิเศษอย่างโดราเอมอนนะครับ แต่การเป็นฮีโร่นั้นหมายถึงการเป็นแบบอย่างการดำเนินชีวิต เป็นความภาคภูมิใจ รวมทั้งเป็นแบบอย่างความเชื่อให้กับพวกเขา
ถ้าเป็นเช่นนั้นเราควรทำตัวอย่างไรจึงได้ชื่อว่าเป็นฮีโร่สำหรับเด็กๆได้ ผมคิดว่าคำว่าฮีโร่มีความหมายอยู่ในตัวของมันเอง ฮีโร่คือคนที่เด็กๆชื่นชอบและยึดเป็นแบบอย่าง เราต้องใส่ชุดสีฟ้าและสวมกางเกงในสีแดงไว้ด้านนอกอย่างซุปเปอร์แมนหรือไม่ นั่นคงไม่ใช่แน่ แต่ถ้าเราอยากทราบว่าคนลักษณะอย่างไรที่เด็กชื่นชอบและยึดเป็นแบบอย่าง ก็ให้เราถามตัวเราเองนั่นแหละว่าเราชื่นชอบคนแบบไหน และเรามีแบบอย่างเป็นใคร คนๆนั้นมีลักษณะอย่างไร อย่างไรก็ดีผมอยากให้หลักการบางอย่างจากพระคัมภีร์ว่าเราควรทำอย่างไร ในพระธรรม1เปโตรบทที่5ข้อ2-4 ความว่า “จงเลี้ยงฝูงแกะของพระเจ้าที่อยู่ในความดูแลของท่าน ไม่ใช่ด้วยฝืนใจแต่ด้วยความเต็มใจ ไม่ใช่ด้วยการเห็นแก่ทรัพย์สิ่งของที่ได้มาโดยทุจริต แต่ด้วยเลื่อมใส และไม่ใช่เหมือนเป็นเจ้านายที่ข่มขู่ผู้ที่อยู่ใต้อำนาจ แต่เป็นแบบอย่างแก่ฝูงแกะนั้น” พระธรรมตอนนี้ได้บอกหลักการ 3 ประการแก่เราในการเป็นฮีโร่ ในฐานะของผู้เลี้ยง
ประการแรก “ฮีโร่ย่อมทำทุกสิ่งด้วยความเต็มใจและสมัครใจ” เรื่องนี้อาจจะง่ายกว่าถ้าเราเป็นพ่อแม่ เพราะเรารักและเอาใจใส่ลูกด้วยความรัก แต่หากเราอยู่ในฐานะอื่น เช่น ครูรวี เรื่องนี้เป็นสิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญ ในทางจิตวิทยานั้นเชื่อว่ามนุษย์สามารถรับรู้ความรู้สึกของอีกฝ่ายได้ บางครั้งเราอาจทำหน้าที่ได้ดี สอนได้อย่างยอดเยี่ยม แต่หากเราทำด้วยความไม่เต็มใจแล้ว สิ่งนั้นจะสะท้อนออกมาในใบหน้าของเรา บุคลิกภาพของเรา จึงทำให้เราไม่ได้รับการยอมรับจากเด็กๆ ดังนั้นก่อนที่เราจะลงมือทำอะไรเราควรสำรวจความรู้สึกของตัวเองก่อนว่าเราพร้อมและเต็มใจทำสิ่งนั้นแล้วหรือยัง
ประการที่สอง “ฮีโร่ไม่ทำเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง” การทำงานทุกอย่างเราย่อมได้รับผลตอบแทนตามสิ่งที่เรากระทำ ดังนั้นจึงไม่ได้หมายความว่าต่อไปเราจะไม่ทำมาหากิน หรือไม่ประกอบอาชีพนะครับ แต่หมายถึงว่าให้เรามองที่ประโยชน์ของเด็กเป็นหลัก เช่น เราไม่ควรพาลูกไปเรียนพิเศษเพียงเพราะว่าถ้าลูกสอบเข้าในโรงเรียนที่เราต้องการไม่ได้แล้วจะทำให้พ่อแม่เสียหน้า ความหมายของผมก็คือเราต้องเข้าใจเด็ก รู้ว่าอะไรคือความต้องการของเขาและอะไรนำพาเขาไปสู่ความสำเร็จที่มีความสุข แน่นอนว่าไม่ใช่การตามใจเด็ก เพราะผู้ใหญ่ที่ดีไม่ควรให้เด็กทานลูกอมจนฟันผุ ดังนั้นจึงไม่มีกฎตายตัวว่าควรเรียนพิเศษหรือไม่ หรือควรเรียนมากเท่าใด แต่ขึ้นอยู่กับเด็กแต่ละคนว่าเขาชอบอะไร และสนับสนุนความต้องการในทางที่ดีของเขาอย่างเต็มกำลัง
ประการสุดท้าย “ฮีโร่สอนด้วยการกระทำมากกว่าคำพูด” คำพูดที่เรามักจะพูดกันบ่อยๆก็คือ “การกระทำเสียงดังกว่าคำพูด”นั่นเพราะสิ่งที่เด็กๆเฝ้ามองไม่ใช่คำพูดเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการทำตามหรือไม่ทำตามอย่างที่พูดมากกว่า ในพัฒนาการของเด็กตามกระบวนการเรียนรู้ เด็กๆจะเลียนแบบพฤติกรรมของผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิด ดังนั้นถ้าเราสอนว่าต้องตรงเวลา เราก็ไม่ควรมาสายเช่นกัน หลายคนมีความเชื่อผิดๆว่าเราต้องมาทีหลังคนอื่น เพราะนั่นแสดงให้เห็นว่าเราเป็นคนสำคัญและทุกคนต้องรอเรา แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่เพาะนิสัยไม่ดีให้กับคนอื่นเช่นกัน ในพระธรรมโรมบทที่2ข้อ21 ได้สะท้อนให้เรารู้ว่าเราควรสอนในสิ่งที่เราทำ เพราะไม่เช่นนั้นเราก็ไม่อาจสร้างความเชื่อมั่นกับเด็กๆได้ มีเรื่องหนึ่งที่คนเป็นพ่อแม่ต้องระวังในหลักการนี้ก็คือการให้สัญญา เราต้องระวังที่จะไม่ให้สัญญาในสิ่งที่เราทำไม่ได้ เพราะนั่นทำให้ลูกไว้ใจพ่อแม่น้อยลง พ่อแม่ในหลายครอบครัวมักชอบสัญญาส่งๆ เพื่อตัดความรำคาญ สุดท้ายก็ไม่สามารถทำตามสัญญาได้ นี่นับเป็นสิ่งที่แย่มากทีเดียวและหากเคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ เราควรต้องขอโทษพวกเขาด้วย ในอีกหลายครอบครัวก็ทำในสิ่งที่ร้ายแรงกว่านี้ก็คือใช้ความเป็นพ่อแม่ หรือความเป็นครูบีบบังคับ ทั้งๆที่ในกรณีนั้นเราเป็นฝ่ายผิด แต่อาจเพราะเราห่วงหน้าตามากเกินไปจึงทำให้เราขอโทษไม่เป็น
สุดท้ายผมอยากให้ผู้อ่านทุกท่านได้เชื่อมั่นว่าหากท่านสามารถเอาชนะใจพวกเขาและได้เป็นฮีโร่ในใจเด็กอย่างแท้จริง สิ่งที่ท่านจะได้รับกลับมาจะไม่ใช่เพียงความศรัทธาและเชื่อฟังเท่านั้น แต่เป็นรอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจของท่านเองที่ได้นำพาพวกเขาไปยังความสำเร็จในชีวิต และมากไปกว่านั้นสิ่งนี้ได้ถวายเกียรติให้กับพระเจ้าของเรา เพราะท่านเป็นผู้เลี้ยงที่ดีและสัตย์ซื่อนั่นเอง ขอพระเจ้าอวยพรทุกท่านครับ

ความคิดเห็น

yawaiam กล่าวว่า
ชอบข้อความนี้
“ฮีโร่สอนด้วยการกระทำมากกว่าคำพูด”

บทความที่ได้รับความนิยม