ทำไมผู้ชาย(ไทย)ไม่ค่อยปรึกษาใคร?

ไม่ทราบว่าท่านผู้อ่านเคยมีสมมติฐานเช่นนี้บ้างหรือไม่ว่า “ผู้ชายไม่สู้จะขอคำปรึกษากับใคร?” ผู้ชายหลายท่านอ่านแล้วอาจจะนึกเถียงในใจขึ้นมาก็ได้ หรืออาจมีหลายคนรู้สึกเห็นด้วยกับสมมติฐานนี้ ที่ผมใช้คำว่าสมมติฐานก็เพราะยังไม่เคยมีใครพิสูจน์ ทดลองหรือวัดผลในเรื่องนี้มากนัก หรือเท่าที่มีก็ยังไม่มีน้ำหนักมากพอจะฟันธงว่าเป็นเช่นนั้น เพราะความแตกต่างในเรื่องเพศไม่ใช่เหตุผลเพียงประการเดียวที่ทำให้คนๆนั้นมีบุคลิกลักษณะที่ยากต่อการขอคำปรึกษา แต่ที่เราสมมติฐานเช่นนี้ก็อาจเพราะผู้ชายส่วนใหญ่ถูกมองว่ามักไม่ขอคำปรึกษาจากผู้อื่น และยิ่งเป็นผู้ชายเอเชียอย่างประเทศไทยด้วยแล้ว สมมติฐานที่ว่าก็ดูยิ่งมีนัยสำคัญเพิ่มขึ้นอีก
เอ็ดเวิร์ด เมอร์โรว์ กล่าวไว้ว่า “ทุกคนเป็นนักโทษที่ถูกกักขังอยู่ในประสบการณ์ของตัวเอง ไม่มีใครลบล้างอคติไปได้ ยอมรับมันซะเถอะ” (พลังแห่งความเป็นหนึ่ง ,2549) ผมค่อนข้างเห็นด้วยกับคำพูดประโยคนี้ว่าอดีตของเรามีอิทธิพลและส่งผลต่อปัจจุบันของเราได้ แต่ที่ผมอยากเพิ่มก็คือเราไม่จำเป็นต้องลบล้างอดีตของเรา แต่เราสามารถเปลี่ยนจากสิ่งที่ส่งผลทางลบเป็นสิ่งที่ส่งผลทางบวกได้ดังคำที่ว่า “อุปสรรคจะทำให้เราเข้มแข็ง และทำให้ตลอดเส้นทางที่มุ่งไปสู่จุดหมายนั้นมีสีสันและมีชีวิตชีวา” (จันทร์เจ้าดอทคอม,2550) ดังนั้นเราสามารถเปลี่ยนอดีตที่เป็นอุปสรรคเป็นอุปกรณ์ได้ ก่อนอื่นเราต้องทราบก่อนว่าอะไรเป็นอุปสรรค เราจึงสามารถรู้ทันและปรับเปลี่ยนให้เป็นอุปกรณ์ที่นำพาให้ไปสู่ความสำเร็จได้
สิ่งที่เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ผู้ชาย(ไทย)ไม่ขอคำปรึกษานั้นน่าจะมีเหตุผลหลักดังนี้ ประการแรกก็คือรากเหง้าความเชื่อในเรื่องเพศชายเป็นเพศที่เข้มแข็ง ในสังคมไทยมีความเชื่อในเรื่องเพศชายเป็นเพศแห่งความเข้มแข็ง และการแสดงความอ่อนแอหรือความรู้สึกบางอย่างเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ และไม่อาจยอมให้เกิดขึ้นกับตนเองได้ ความเชื่อเช่นนี้ถูกฝังแน่นในวัฒนธรรม ตลอดจนการเลี้ยงดูลูกชาย ทั้งพ่อและแม่จะสอนให้เพศชายเป็นเพศที่ต้องแสดงความเข้มแข็งมากกว่าเพศหญิง และการขอคำปรึกษาจากผู้อื่นเป็นภาพที่ผู้ชายรู้สึกว่าสะท้อนถึงความอ่อนแอ การแสดงความรู้สึกว่าตนไม่รู้หรือรู้น้อยเป็นเรื่องน่ารังเกียจในผู้ชาย ดังนั้นเราอาจสังเกตได้ว่าผู้ชายหลายคนชอบคุยโต โอ้อวดว่าตนรู้มากรู้จริง จนผู้หญิงส่วนใหญ่รู้สึกว่าผู้ชายเป็นพวกขี้โม้ ข้อนี้นับว่าเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับผู้ชาย เพราะทำให้ตนมีโอกาสเรียนรู้ได้ยาก เพราะคงไม่มีใครอยากสอนพวกที่คิดว่าตนรู้มากพอแล้ว หรือถ้ามีคนที่อยากสอนคนพวกนี้ก็ไม่นึกสนใจเต็มที่นัก ประการที่สองคือ ความเชื่อเรื่องเพศชายเป็นเพศแห่งศักดิ์ศรี ผู้ชายถูกสอนให้ทระนง ประเภทฆ่าได้หยามไม่ได้ ซึ่งนั่นก็เป็นความเชื่อที่ดีในบางเรื่องบางกรณี แต่ในบางกรณีก็นับเป็นอุปสรรคได้เช่นกัน เช่นบางคนมีความคิดว่าจะไม่ยอมรับผู้หญิงเป็นหัวหน้าของตน หรือไม่ยอมรับผู้หญิงเป็นครูของตน อาจเพราะเขาคิดว่าการเรียนจากสตรีเพศเป็นเรื่องน่าอาย การทำตามคำสั่งในหน้าที่จากผู้นำที่เป็นผู้หญิงเป็นเรื่องทิ่มแทงใจผู้ชายหลายคน ดังนั้นยิ่งถ้าผู้ให้คำปรึกษาเป็นผู้หญิงด้วยแล้ว ก็นับว่ายิ่งยากเป็นสองเท่า เพราะผู้ชายหลายคนไม่ยอมรับผู้หญิงว่ามีความสามารถ ซ้ำร้ายบางคนมองว่าเป็นตัวปัญหาก็มีอยู่บ้างเหมือนกัน และไม่ใช่เพียงแต่ศักดิ์ศรีในเรื่องเพศเท่านั้น เรื่องวัยวุฒิหรือคุณวุฒิก็นับเป็นเรื่องที่หลายคนมองว่าจะไม่ยอมให้คนที่มีวัยวุฒิน้อยกว่า หรือคุณวุฒิด้อยกว่ามาให้คำปรึกษาตนหรือสอนตนได้ เพราะทำเช่นนั้นเป็นการเสียศักดิ์ศรี ประการต่อมาคือความเชื่อเรื่องเชื้อชาติ ผู้ชายหลายคนยกย่องคนบางเชื้อชาติมากกว่าอีกเชื้อชาติหนึ่ง ไม่ต้องยกตัวอย่างไกลในสังคมไทยเราเองก็มีปัญหาเช่นว่านี้เหมือนกัน เช่นบางคนที่เรียนภาษาอังกฤษ ก็มีความเชื่อว่าเรียนจากฝรั่งที่เป็นชาวตะวันตก น่าจะดีกว่าคนเอเชีย และแม้ว่าคนเอเชียคนนั้นอาจมีความรู้มากในด้านภาษาอย่างถ่องแท้ก็ยังอาจสร้างความเคลือบแคลงใจ และทำให้คอยจับผิดเขาอยู่ตลอดเวลา ในด้านการให้คำปรึกษานั้นเรื่องเชื้อชาติก็มีส่วนอยู่มากเช่นกัน โดยเฉพาะผู้ชายด้วยแล้วก็เห็นว่ามีความขัดเคืองใจอยู่มาก หากผู้ให้คำปรึกษาของตนเป็นคนเชื้อชาติที่ตนมีอคติอยู่ ประการสุดท้ายก็คือความเชื่อในเรื่องบุคลิกภาพและลักษณะเฉพาะของผู้ให้คำปรึกษา สำหรับในข้อนี้อาจพบได้ในหญิงและชายพอๆกัน แต่ผู้ชายมักแสดงออกชัดเจนกว่า ทำให้ถูกมองว่ามีอคติในเรื่องนี้ได้ง่ายกว่า ตัวอย่างเช่นบางคนรู้สึกมีอคติกับคนรูปร่างเตี้ย บางคนรู้สึกมีอคติกับคนผิวสีดำแดง โดยไม่ได้พิจารณาว่าความสามารถที่แท้จริงของเขาเป็นเช่นไร ก็รู้สึกไม่อยากขอคำปรึกษากับเขาเสียแล้ว
อุปสรรคทั้งสี่ข้อเป็นเพียงปัจจัยกว้างๆ ซึ่งถ้าหากเราลงลึกไปในรายละเอียด ก็อาจพบตัวอย่างอีกมากในเรื่องอคติ และอุปสรรค พอมาถึงตรงนี้ผู้อ่านหลายท่านอาจนึกค้านว่า ถ้าเช่นนั้นเราก็ไม่เห็นจำเป็นต้องขอคำปรึกษาใครก็น่าจะได้ จริงอยู่ว่ามีผู้ที่มีความสามารถมากอยู่หลายคนที่รอบรู้ ช่ำชอง และมีสติปัญญาคิดวิเคราะห์ได้เอง แต่ท่านคงเคยได้ยินสุภาษิตว่า “หลายหัวดีกว่าหัวเดียว” การขอคำปรึกษามีความจำเป็นในการทำให้เราสามารถคิดวิเคราะห์ได้อย่างรอบคอบมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นเหมือนกระจกสะท้อนให้ทราบถึงสภาพความเป็นจริงในสายตาของผู้อื่น ดังนั้นจึงเป็นเรื่องน่าเสียดายหากเราต้องสูญเสียที่ปรึกษาในด้านต่างๆ ทั้งทางการดำเนินชีวิต และผู้ที่ช่วยประคับประคองจิตใจ เพียงเพราะเขาเข้าข่ายในอคติและอุปสรรคข้อใดข้อหนึ่งในสี่ประการที่เราได้พูดถึงกันข้างต้น ความเป็นจริงก็คือเราสามารถเรียนรู้ได้จากคนทุกคน แม้แต่เด็กเล็กๆหรือคนเร่ร่อนก็มีอัจฉริยภาพในบางจุดที่เราอาจไม่มีเหมือนเขา ดังนั้นหากท่านพบว่าท่านเข้าข่ายอคติข้อใดข้อหนึ่งที่จะส่งผลร้ายต่อท่าน หวังว่าท่านจะนำเรื่องนี้ไปพิจารณาและเปลี่ยนอุปสรรคของท่านให้เป็นอุปกรณ์ในการดำเนินชีวิตได้ สุดท้ายผมอยากฝากคำของเบนจามิน แฟลงคลินที่ว่า “คำพูดแสดงความเฉลียวฉลาด แต่การกระทำแสดงสิ่งที่เขาพูด” ขออวยพรให้ท่านผู้อ่านทุกท่านพบที่ปรึกษาที่ดี และไม่แน่ว่าท่านอาจได้พบที่ปรึกษามหัศจรรย์ได้ในวันหนึ่ง

ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม