ADHD โรคสมาธิสั้น

ผมมีโอกาสได้รับผิดชอบการสอนเด็กประถมที่คริสตจักร ประกอบกับทำงานด้านการให้คำปรึกษา จึงทำให้มีพ่อแม่หลายคนมาขอคำปรึกษา ซึ่งเรื่องหนึ่งที่พ่อแม่ขอคำปรึกษามากก็คือเรื่อง “โรคสมาธิสั้น” ซึ่งโดยมากแล้วพ่อแม่จะเริ่มห่วงว่าลูกของตัวเองอาจเป็นโรคนี้ก็เพราะ การรายงานจากครูที่โรงเรียนทำนองว่า เด็กซนมาก ,ไม่สนใจเรียน หรือมีพฤติกรรมก้าวร้าว เป็นต้น เมื่อพ่อแม่ได้ฟังจากครูก็เริ่มเป็นห่วงและสังเกตพฤติกรรมของลูกมากขึ้น แน่นอนว่าเด็กมีธรรมชาติที่รักความสนุกสนานอยู่ในตัว แล้วเราจะทราบได้อย่างไรว่าซนแค่ไหนจึงเรียกได้ว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้น แล้วจะแน่ใจได้อย่างไรว่าเราไม่ได้คิดไปเอง หรือทึกทักเอาว่าลูกหลานของเราเป็นโรคสมาธิสั้น ผมคิดว่าเราน่าจะมาทำความรู้จักโรคนี้ให้มากขึ้น
“โรคสมาธิสั้น” มีชื่อตามเกณฑ์วินิจฉัยโรคของสมาคมจิตแพทย์อเมริกันว่า ADHD ย่อมาจากคำว่า Attention-deficit/hyperactivity disorder เป็นโรคที่พบบ่อยในวัยเด็กและนับเป็นโรคทางจิตเวช ซึ่งโรคนี้จะมีลักษณะเด่นตามเกณฑ์วินิจฉัยโรค DSM-IV-TR (DIAGNOSTIC AND STATISTICAL MANUAL OF MENTAL DISORDERS FOURTH EDITION TEXT REVISION)
อยู่สามอย่างด้วยกัน คือ
inattentiveness คือมีช่วงความสนใจสั้น หรือมีสมาธิสั้นกว่าปกติ
hyperactivity คือมีพฤติกรรมอยู่นิ่งไม่ได้ พูดง่ายๆก็คือมีความซนผิดปกติ
impulsivity คือไม่สามารถยับยั้งชั่งใจในการทำสิ่งต่างๆได้
โดยอาการที่แสดงต้องมีความต่อเนื่องยาวนานพอสมควร และอาการต้องปรากฏก่อนอายุ 7 ปี อีกทั้งความรุนแรงของพฤติกรรมมีผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน มีความลำบากในการเข้าสังคม มักมีปัญหากับเพื่อน และมักมีปัญหาการเรียน แต่ก็ต้องระวังว่าพฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้เกิดเพราะสาเหตุโรคทางจิตเวชอื่น อย่างเช่น คนที่เป็น MR หรือปัญญาอ่อน นั่นเอง
ส่วนเกณฑ์วินิจฉัยขององค์การอนามัยโลกคือ ICD-10 ฉบับปรับปรุงใหม่ปี2007 (International Statistical Classification of Diseases and Related Health Problems 10th Revision Version for 2007) นั้นจะเรียก โรคสมาธิสั้นว่า Hyperkinetic disorders มีรหัสว่า F90 เดิมคำนี้มาจากภาษากรีกมีความหมายว่า Overactive หรือ Superactive แต่ต่อมาคนนิยมเรียกว่า hyperactive มากกว่า เราจึงได้ยินคนพูดถึงเด็กที่สมาธิสั้นว่า “เด็กไฮเปอร์” อยู่บ่อยๆ
ประมาณปี 1975 มีคนโต้แย้งเชิงสงสัยว่าโรคนี้มีจริงหรือเปล่า โดยอ้างการระบาดของโรคที่ไม่สม่ำเสมอในแต่ละพื้นที่และมีความแตกต่างมาก บางแห่งรายงานว่ามีเพียง0.08% – 10% เท่านั้น ในขณะที่บางแห่งมีถึง 57%ในเด็กชาย และ 42%ในเด็กหญิง แต่ในปัจจุบันมีผู้โต้แย้งเรื่องนี้น้อยมากและส่วนใหญ่ยอมรับแล้วว่ามีโรคนี้จริงๆ ในเรื่องการศึกษาหาสาเหตุของโรคนี้เป็นเรื่องยากที่จะระบุว่าเกิดจากสาเหตุใด เพราะพบว่าเด็กที่มีความผิดปกติมักมีสาเหตุมาจากองค์ประกอบหลายๆอย่างร่วมกัน แม้จะมีการศึกษาว่าแม่ที่สูบุหรี่ระหว่างตั้งครรภ์จะมีโอกาสที่ลูกเป็นADHD ได้มากกว่า แต่ก็ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าบุหรี่เป็นต้นเหตุของโรคนี้หรือไม่ แต่จากการศึกษาวิจัยหลายชิ้นทำให้เราพอจะบอกได้ว่ามีปัจจัยใดบ้างที่เกี่ยวข้องกับโรคนี้ ซึ่งเราพอจะสรุปได้ดังนี้
พันธุกรรม
สารสื่อประสาท
การทำงานที่ผิดปกติของสมองส่วน frontal Lobe ซึ่งเป็นสมองส่วนหน้านั่นเอง
สมองถูกกระทบกระเทือนจนเกิดความเสียหาย
ระบบประสาทมีภาวะตื่นตัวที่ผิดปกติ
การไหลเวียนของระบบโลหิตในสมองผิดปกติ
สมองมีคลื่นไฟฟ้าผิดปกติ
มีความผิดปกติของต่อมไทรอยด์
มีปัจจัยทางจิตสังคม เช่นการถูกทอดทิ้ง การถูกทำร้ายทารุณ ความเครียดทางจิตใจ เป็นต้น
ปัจจัยอื่นๆ เช่น ระดับโปรตีน C4 B ในเลือดผิดปกติ
แต่ถ้าถามว่าอะไรเป็นสาเหตุของADHD คงต้องตอบว่ายังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด มาถึงตรงนี้อาจมีผู้อ่านหลายคนนึกไปถึงเด็กๆหลายคน แล้วนึกสงสัยว่า พวกเขาจะเป็นโรคสมาธิสั้นหรือไม่ ซึ่งการจะได้คำตอบที่แน่ชัดนั้นเราต้องทำการตรวจและการวินิจฉัย โดยมีแหล่งข้อมูลมาจากทั้งตัวเด็กเอง คุณพ่อคุณแม่ คุณครู หรือแม้กระทั่งเพื่อนๆของเด็ก ในการตรวจนั้นประกอบไปด้วย
การสัมภาษณ์ทั้งจากพ่อแม่ คุณครูและข้อมูลทางโรงเรียน และนับว่าเป็นขั้นตอนที่สำคัญมากและขาดไม่ได้เลย
การตรวจทางการแพทย์ เช่นการหาประวัติทางแพทย์เรื่องพันธุกรรม ประวัติการตั้งครรภ์และการคลอด และการตรวจทางร่างกายเพื่อให้แน่ใจว่าเด็กไม่ได้มีพฤติกรรมมาจากโรคอื่นๆ
การตรวจพิเศษ ซึ่งจะเป็นส่วนช่วยให้สามารถวินิจฉัยแยกโรคได้อย่างถูกต้อง ประกอบไปด้วยการตรวจทางจิตวิทยา เช่น การวัดระดับสติปัญญาว่าเด็กไม่ได้มีภาวะปัญญาอ่อน หรือตรวจเพื่อหาว่าเด็กมีอาการ LD (Learning Disability) ร่วมด้วยหรือไม่ อาจตรวจด้วยแบบทดสอบ WISC ซึ่งในประเทศไทยเองก็มี WISC-III เป็นชุดที่มีความทันสมัย ผมเองในขณะที่ศึกษาอยู่มีโอกาสได้เรียนรู้จากทั้งที่รพ.ศิริราช และรพ.จุฬา แต่เชื่อว่าในปัจจุบัน Wisc-III น่าจะมีใช้กันอย่างกว้างขวางแล้ว นอกจากการตรวจทางจิตวิทยาแล้วยังต้องตรวจผลLab เช่นการตรวจหาระดับสารตะกั่วในเลือด และการตรวจการทำงานของต่อมไทรอยด์ ซึ่งโดยมากมักมีจุดประสงค์เพื่อการวิจัยมากกว่า
การตรวจด้วยแบบสอบถามทางพฤติกรรม ซึ่งในโรคADHD มีการทำ rating scale ค่อนข้างแพร่หลาย และนับเป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญมาก โดยเฉพาะแบบสอบถามสำหรับพ่อแม่และครูในการสังเกตพฤติกรรมของเด็ก นอกจากนี้ยังมีแบบสอบถามทางคลินิกบางชุดด้วย เช่น แบบวัดอาการ ADHD ในวัยรุ่น ซึ่งในอดีตเรามักเชื่อกันว่าโรคนี้จะมีอาการดีขึ้นเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น แต่ในปัจจุบันพบหลายรายที่ยังคงมีอาการของโรคสมาธิสั้นแม้เข้าสู่วัยรุ่นแล้วก็ตาม

ในด้านการวินิจฉัยนั้นเป็นหน้าที่ของแพทย์ที่จะทำการประเมินจากการตรวจ และเทียบกับเกณฑ์ไม่ว่าจะเป็น DSM-IV-TR หรือ ICD-10 ก็ตาม ดังนั้นถ้าหากท่านคิดว่าบุตรหลานของท่านอาจเป็นโรคนี้ก็อย่าเพิ่งสรุปเอาเองนะครับ แต่ควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอีกครั้งด้วย
ผมคิดว่าผู้อ่านเริ่มรู้จักโรคสมาธิสั้นดีขึ้นแล้วนะครับ แต่เชื่อว่าคงมีคำถามอีกว่าในเรื่องของการรักษานั้น มีขั้นตอนและวิธีการอย่างไรบ้าง? การรักษาADHD นั้นนับว่ามีความหลากหลายมากครับ เนื่องจากไม่มีวิธีใดวิธีหนึ่งจะสามารถรักษาได้ในทุกๆราย จึงจำเป็นต้องพิจารณาเป็นรายๆไป สำหรับการรักษาในระยะสั้นนั้นพบว่ายาในกลุ่ม stimulant และการใช้พฤติกรรมบำบัดค่อนข้างได้ผลดี แต่ในระยะยาวยังต้องมีการศึกษาต่อไปครับ สิ่งหนึ่งที่สำคัญก็คือพบว่าการใช้ยา methyphenidate ขนาด 0.4 mg/kg ร่วมกับการใช้การฝึกพฤติกรรมจากพ่อแม่ การฝึกควบคุมตนเองของเด็ก และการให้คำปรึกษาจากโรงเรียน จะได้ผลดีเท่าๆกับการใช้ยาขนาด 0.8 mg/kg เพียงอย่างเดียว พูดง่ายๆก็คือสามารถลดขนาดการใช้ยาได้ถึงครึ่งหนึ่งนั่นเองครับ
ผู้ปกครองอาจรู้สึกตกใจบ้างนะครับที่ผมพูดถึงเรื่องการใช้ยา แต่ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับเพราะไม่ใช่ทุกรายเสมอไปที่ต้องเริ่มต้นด้วยการใช้ยา และจะว่าไปแล้วพ่อแม่ก็ไม่ควรคาดหวังว่ายาจะสามารถช่วยเหลือทุกสิ่งทุกอย่างได้ แต่การใช้ยาเพียงแต่ช่วยให้การแก้ปัญหาเป็นไปได้ง่ายขึ้น สิ่งที่พึงระวังก็คือการได้ข้อมูลผิดๆเรื่องการใช้ยาจากผู้อื่น เราจึงควรให้แพทย์ได้อธิบายถึงผลของยาให้ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับตัวเด็กเอง ซึ่งอาจมีความรู้สึกผิดกับพฤติกรรมของตัวเอง หรือรู้สึกว่าตัวผิดปกติจึงต้องทานยา อาการข้างเคียงเมื่อทานยาก็อาจพบได้บ้าง ซึ่งโดยปกติสามารถแก้ไขได้โดยการปรับขนาดของยา หรือปรับเวลาในการทานยา
สำหรับการใช้พฤติกรรมบำบัดนั้นพบว่า ถ้าใช้เพียงอย่างเดียวเห็นผลการรักษาได้น้อยกว่าการทานยา แต่หากใช้ร่วมกับการทานยาจะได้ผลดีกว่าใช้เพียงวิธีใดวิธีหนึ่ง แต่สำหรับในประเทศไทยนั้นการใช้พฤติกรรมบำบัดอาจไม่เห็นผลมากนัก เนื่องจากอัตราส่วนระหว่างครูและนักเรียนนั้น บางครั้งน้อยถึงขนาด ครู 1 คน ต่อนักเรียน 50 คน ทำให้ครูไม่สามารถทุ่มเทดูแลนักเรียนแต่ละคนได้มากเท่าที่ควร แม้แต่อัตราส่วนของแพทย์ต่อคนไข้ก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน จึงทำให้อัตราการนัดพบเพื่อทำพฤติกรรมบำบัดเป็นเรื่องยาก งานหนักจึงตกเป็นของคุณพ่อคุณแม่ที่จะช่วยปรับพฤติกรรมของเด็ก ซึ่งวิธีที่น่าจะเห็นผลได้ดีในประเทศไทยน่าจะเป็นการฝึกอบรมพ่อแม่ที่ต้องดูแลลูกที่สมาธิสั้นถึงวิธีการอบรมและปรับพฤติกรรม ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องทุ่มเทความรัก เวลา และแรงกายในการช่วยเหลือลูกของตน ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับครอบครัวคริสเตียนที่ให้ความสำคัญกับเรื่องของความรัก การการอบรมสั่งสอนลูกของตนอยู่แล้ว แต่หากครอบครัวของท่านไม่ได้มีลักษณะดังที่ผมกล่าวมาก็นับว่าขอบคุณพระเจ้า ที่การเกิดสมาธิสั้นในลูกนั้นจะเป็นโอกาสให้ครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกัน สามีและภรรยามีโอกาสได้ทุ่มเททั้งการอธิษฐานเผื่อลูก และการทุ่มเทแรงใจ ในเรื่องนี้นั้นผมอยากกล่าวถึง วิลมาลร์ หญิงชาวอเมริกัน ซึ่งพบว่าตัวเองเกิดมาพร้อมกับอาการโปลิโอ ขาลีบทั้งสองข้าง ถึงขนาดที่แพทย์คิดว่า เธอจะไม่สามารถทรงตัวเพื่อจะนั่งได้ด้วยซ้ำ และจะตายในไม่ช้า แต่เพราะความเชื่อที่เข้มแข็งของคุณแม่ของเธอ ที่อบรมสั่งสอนให้เธอมีความเชื่อว่า เธอจะสามารถยืนและเดินได้ วิลมาลร์สามารถยืนได้จริงๆอย่างน่าอัศจรรย์ พร้อมทั้งเธอได้รับมอบเป้าหมายในชีวิตต่อไปจากแม่ว่าเธอจะสามารถวิ่งเป็นที่ 1 ได้ เธอจึงเริ่มวิ่ง และแม้ในการแข่งขันวิ่งแต่ละครั้งวิลมาลร์จะเข้าเส้นชัยช้ากว่าคนอื่นๆเป็นเวลานาน แต่เธอก็ยังวิ่งต่อไปเรื่อยๆ จนในที่สุดเธอก็เป็นผู้เข้าเส้นชัยคนแรกจนได้ และนับเป็นสิ่งเหลือเชื่อสำหรับคนอื่นๆที่เธอคว้า 3 เหรียญทองในการแข่งขันโอลิมปิกได้ แต่ผมเชื่อว่าทั้งแม่และตัวเธอคงไม่ได้นึกแปลกใจเท่ากับคนอื่นๆ แต่คงนึกสงสัยว่าทำไมวันนี้มันถึงมาช้านักต่างหาก อย่าลืมว่า “จงฝึกเด็กในทางที่เขาควรจะเดินไปและเมื่อเขาเป็นผู้ใหญ่แล้วเขาจะไม่พรากจากทางนั้น..”(สภษ 22 ข้อ6)
มีเรื่องหนึ่งที่จะหลีกเลี่ยงไม่กล่าวถึงไม่ได้นั่นก็คือ เราจะสามารถป้องกันโรคสมาธิสั้นได้อย่างไรหรือไม่? ดังที่ได้เรียนให้ผู้อ่านทราบในตอนต้นแล้วว่าเราไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดนัก ทำให้การป้องกันเป็นเรื่องยากขึ้น แต่หากพิจารณาถึงปัจจัยที่มีความเกี่ยวข้องแล้วจะเห็นได้ว่า การดูแลลูกตั้งแต่ขณะอยู่ในครรภ์ การฝากครรภ์ที่ถูกต้องนับเป็นเรื่องสำคัญ อีกทั้งเมื่อคลอดแล้วการอบรมเลี้ยงดูด้วยความใส่ใจและสม่ำเสมอ จะเป็นเกราะกำบังที่ดีประการหนึ่ง แน่นอนว่าพ่อแม่ในยุคปัจจุบันต้องพยายามที่จะเรียนรู้อยู่เสมอถึงพัฒนาการของโรคนี้ และการมอบสภาพแวดล้อมที่ดีที่สุดให้กับลูก ผมไม่เห็นว่าจะมีทางไหนดีไปกว่าการอบรมเขาด้วยพระวจนะ และการให้เขาเติบโตมาในคริสตจักร พระวจนะมีฤทธิ์เดชที่จะช่วยหล่อหลอมและสร้างคนได้ ถึงกระนั้นหากบุตรหรือลูกหลานของท่านได้เป็นโรคสมาธิสั้นนี้แล้ว ผมขอพระเจ้าได้เปิดเผยให้ท่านเห็นถึงพระพรที่ซ่อนอยู่ในเหตุการณ์นี้ด้วย เพราะ “พระเจ้าตรัสว่าเพราะเรารู้แผนงานที่เรามีไว้สำหรับเจ้าเป็นแผนงานเพื่อสวัสดิภาพไม่ใช่เพื่อทุกขภาพเพื่อจะให้อนาคตและความหวังใจแก่เจ้า..”(ยรม 29 ข้อ 11 ) ขอพระเจ้าอวยพรทุกท่านครับ

ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม