วันพฤหัสบดีที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2553

วัยรุ่นล้มละลาย

ล้มละลาย! ไม่เห็นจะเกี่ยวกับวัยรุ่นเลย นี่อาจเป็นความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นเมื่ออ่านชื่อเรื่องนี้ก็เป็นได้ ใครๆก็มักคิดว่าวัยหนุ่มสาวเป็นวัยแห่งการเริ่มต้น เป็นวัยแห่งการสร้างสรรค์ และมีเวลาอีกมากที่จะเรียนรู้ชีวิต เชื่อเถอะครับว่าทีแรกผมเองก็ไม่ได้เห็นต่างไปจากทุกท่านนักหรอก แต่ไม่แน่ว่าเมื่ออ่านจนจบแล้วท่านอาจเริ่มเห็นด้วยกับผมขึ้นมาบ้าง

เรามักใช้คำว่า ล้มละลาย กับคนที่มีหนี้สินมากจนรับผิดชอบไม่ไหว แม้แต่ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานก็ให้ความหมายที่คล้ายๆกันคือ สิ้นเนื้อประดาตัว หมดทรัพย์สมบัติของตัวฯ เพราะเรามักพูดถึงการล้มละลายในแง่ทรัพย์สินเงินทอง แต่การล้มละลายในวัยรุ่นเป็นสิ่งที่แตกต่างออกไป การล้มละลายที่สำคัญในชีวิตของเยาวชน เป็นการล้มละลายเรื่องเวลานั่นเอง

ผมเคยได้ฟังอาจารย์สตีเฟ่น เหลียงพูดถึงเรื่องเวลาไว้อย่างน่าสนใจ ลองคิดตามนะครับว่าถ้าเรามีรายได้ 1,440 บาทต่อวัน(43,200/เดือน) เราจะบริหารการใช้เงินของเราอย่างไร บางคนอาจเอาไปซื้อเสื้อผ้าสวยๆสักชุด แต่บางคนกลับเลือกออมไว้และใช้เฉพาะเท่าที่จำเป็น บางคนนำไปลงทุนให้เกิดกำไรก็มี เริ่มสงสัยแล้วใช่มั้ยว่ามันเกี่ยวกับเวลายังไง? เกี่ยวข้องอย่างมากครับ! ท่านทราบไหมครับว่าเราทุกคนมี 1,440 นาที/วัน เท่าๆกัน วิธีการใช้เวลานี่เองที่ทำให้วัยรุ่นสามารถกลายเป็นคนล้มละลายได้

จอร์จ ซานตายานา กล่าวว่า บุคคลซึ่งไม่ยอมเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ เขาผู้นั้นก็กำลังเรียนรู้ที่จะผิดซ้ำรอยเดิม ถ้าเราจะเรียนรู้เรื่องล้มละลายย่อมต้องเรียนรู้จากคนล้มละลาย คนกลุ่มหนึ่งที่ล้มละลายทางเวลามากที่สุดก็คือ กลุ่มเสพติดไซเบอร์ เด็กกลุ่มนี้จะเริ่มจากการใช้เวลากับอินเทอร์เน็ตอย่างมาก บางคนเล่นเกมออนไลน์วันละ 5-6 ชั่วโมง บางคนก็แชทได้ทั้งคืน จากนอนน้อยและมีเวลาเรียนน้อยก็เริ่มไม่นอนและไม่ยอมไปโรงเรียน น้องนิ(นามสมมติ)เป็นวัยรุ่นคนหนึ่งที่มีปัญหานี้ ตอนที่ผมเข้าไปให้การช่วยเหลือ น้องนิไม่ได้นอนมากกว่า 10 วันแล้ว บางทีจะเห็นใจลอยแล้วก็หลับในทั้งๆที่กำลังนั่งคุยกันอยู่ เมื่อคุยกันผมจึงทราบว่าน้องนิไม่ได้ออกจากบ้านของตัวเองมานานกว่า 3เดือนแล้ว

ในประเทศญี่ปุ่นมีเด็กกลุ่มหนึ่งถูกเรียกว่า ฮิคิโคโมริ(วิชาการ.คอม) มีความหมายถึง เด็กที่แยกตัวออกจากสังคม เก็บตัวอยู่เฉพาะในห้องส่วนตัว หรือในบ้านเป็นแรมเดือนหรือหลายปี เด็กเหล่านี้ใช้1,440 นาทีของทุกวันกับโทรทัศน์ หรืออินเทอร์เน็ต จะมีบ้างที่กลางดึกลุกมาหาอะไรทาน หรือบางครั้งถ้าร่างกายไม่ไหวก็จะหลับไปเป็นวันๆ เด็กบางคนหลังจากขังตัวเองมาเป็นเวลา 10-15 ปี จนพ่อแม่ตายจากไป ก็มักจะฆ่าตัวตายเพราะไม่สามารถดูแลตัวเองได้

เวลา 10 ปีคิดเป็น 5,256,000 นาที ถ้าเป็นเงินทองก็นับว่ามากพอดู แต่วัยรุ่นหลายคนก็ใช้มันไปอย่างไร้คุณค่า ลองมองที่กระจกแล้วมองรอบๆตัวดูสิครับว่า ตัวเราเองและเพื่อนๆของเราใช้ 1,440 นาทีนี้อย่างไร ถ้ารู้สึกว่าตัวเองชักจะเริ่มมีปัญหาและส่อเค้าว่าอาจจะพาตัวเองไปสู่การล้มละลายแล้วล่ะก็ ผมจะให้สูตรเริ่มต้นในการใช้เวลา ซึ่งเมื่อน้องเชี่ยวชาญแล้วก็สามารถไปปรับปรุงวิธีการให้ดียิ่งขึ้นไปมากกว่านี้ได้ สูตรนี้ก็คือ 30:30:30:10

30แรกสำหรับการออม หมายถึงการพักผ่อน ซึ่งผมถูกสอนมาตั้งแต่เด็กว่า การนอนคือการพักผ่อนที่ดีที่สุด นั่นเป็นความจริง ดังนั้นอาจไม่ฉลาดนักที่เรามีสิ่งที่จะดึงความสนใจจากการพักผ่อนในห้องนอนของพวกเรา เช่น โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ ฯ เว้นเสียแต่ว่าเรามีวินัยส่วนตัวที่ดีเลิศ ปัญหาที่มักเกิดขึ้นก็คือเรามักจะนอนหลับน้อยหรือมากเกินไป เริ่มตั้งแต่วันนี้แล้วมันจะกลายเป็นนิสัยที่ดีของเราในวันข้างหน้า (สำหรับเรื่องนี้ผมยกย่องอาชีพ หมอกับพยาบาลมากเพราะสามารถปรับเปลี่ยนเวลานอนของตัวเองได้อย่างอัศจรรย์ แต่ถ้าคุณไม่ใช่คนที่มีอาชีพนี้ก็ขอให้นอนให้เป็นเวลาเถอะครับ)

30ที่สองสำหรับสิ่งที่จำเป็นและสำคัญในชีวิต เช่น การเรียน การอ่าน การอธิษฐาน การเรียนรู้สิ่งใหม่ และการช่วยเหลือผู้อื่น

ส่วน 30 สุดท้ายสำหรับเพื่อน ครอบครัว และความสนุกสนานในชีวิต แต่เราจะได้กำไรมากขึ้นถ้าสิ่งที่เราเห็นว่าจำเป็นนั้นตรงกันกับสิ่งที่เราชอบและสนุกสนานเพราะคุณจะมีมากถึง 60 ทีเดียว คนที่ร่ำรวยเวลาส่วนใหญ่จึงมักเป็นคนที่มีความรักและสนุกสนานกับงานและการเรียนของตัวเอง

ส่วนอีก 10 สำหรับการเดินทางและค่าเสียเวลาอื่นๆ ซึ่งเราจะพบว่าเรามีอยู่ราว 2 ชั่วโมงเศษๆ ดังนั้นถ้าใครพบว่าใช้เวลาในการเดินทางในแต่ละวันมากกว่านี้ คุณอาจเป็นคนหนึ่งที่กำลังขาดทุน ลองทบทวนว่าเราใช้เวลามากเกินไปเพราะอะไร บางทีคุณจะได้คำตอบและสามารถตัดสินใจเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างที่ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น

การล้มละลายเรื่องเวลาน่ากลัวกว่าการล้มละลายเรื่องเงินทองก็เพราะมันทำให้ชีวิตเราในทุกๆเรื่องล้มละลายไปพร้อมๆกันได้ ผมเชื่อว่าวัยรุ่นทุกคนล้วนไม่อยากล้มละลายด้านเวลา พระเยซูเคยเตือนสาวกของท่านว่า ท่านทั้งหลายจงเฝ้าระวังและอธิษฐาน เพราะพระองค์ทรงให้สาวกเฝ้ารอพระองค์ แต่พวกเขากลับนอนหลับ คนที่ล้มละลายก็เหมือนคนที่ง่วงหลับอยู่เสมอจนไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด พระเยซูกลับมาเห็นสาวกงีบหลับอยู่จึงตรัสว่า ท่านจะนอนต่อไปให้หายเหนื่อยอีกหรือ เวลามาใกล้แล้ว เวลาเดินอยู่ตลอดเวลานะครับ แล้วตอนนี้พวกเราทำอะไรอยู่?

วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ร้อนอะไรนักหนา

อากาศร้อนตลอดคืนทำให้ผมแทบนอนไม่หลับ กว่าจะได้นอนก็เกือบตีสี่แล้ว ไม่ใช่เพราะอากาศเย็นลงแต่อาจเป็นเพราะความอ่อนเพลีย ถึงแม้เหงื่อโทรมกายแต่เปลือกตาช่างหนักเหลือเกิน เวลานอนที่เหลืออยู่น้อยนิดทำให้ผมต้องรับวันใหม่ด้วยอาการหัวหนักอึ้ง เปลือกตาที่บวมฟ้องว่ามันยังไม่อิ่มจากการนิทรา ผสมกับเหงื่อที่ไหลท่วมตัวตั้งแต่หัวจรดเท้า ทำให้ผมรู้สึกเหนอะหนะไปทั้งตัว

พอเริ่มสร่างจากอาการเมาที่นอน ผมก็เริ่มเปิดปากบ่น "ร้อน" "ร้อนจัง" "ร้อนจังโว้ย" ยังกับว่าถ้าบ่นแล้วอากาศมันจะเย็นขึ้น อาการหงุดหงิดเรื่องอากาศทำให้ผมตาขวางอย่างกับหมาบ้า ยังดีที่ไม่ถึงกับน้ำลายฟูมปาก แม้มาถึงที่ทำงานผมก็ยังไม่หยุดบ่น "แอร์วันนี้เป็นอะไรโว้ย ทำไมมันถึงร้อนอย่างนี้" ว่าแล้วผมก็รีบเสียบปลั๊กต้มกาแฟดื่ม (ร้อนแล้วดันกินกาแฟร้อนอีก ถ้าจะบ้า)

ภาระกิจทำให้ผมมีอันต้องออกไปข้างนอกเพื่อหย่อนจดหมายลงตู้ให้ทัน 11 โมงเช้า เดินถือจดหมายไปก็บ่นไป "จะร้อนไปถึงไหนก้านนนนนน" พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นอาม่าแก่ๆคนนึงกำลังเข็นรถเข็น จริงๆแล้วภาพคนเข็นรถเข็นก็เป็นภาพที่ผมเห็นจนชินตา แต่ที่สะดุดใจก็เพราะอาม่าคนนี้หลังแกค่อมมาก เวลาแกเข็นรถจึงมองทางลำบาก และแรงแกเราพอประเมินจากสายตาได้ว่าแกแรงไม่มากเลย รถเข็นจึงค่อยๆเคลื่อนไปอย่างเชื่องช้า ท่ามกลางแดดที่ร้อนจัดของเวลาใกล้เที่ยง ผมรู้สึกกับตัวเองทันทีว่าผมลำบากได้ไม่ถึงครึ่งของอาม่าคนนี้เลย จดหมายในมือของผมเบามากเมื่อเทียบกับรถเข็นของแก และผมก็เดินเร็วกว่าอาม่าคนนี้มาก เชื่อว่ากว่าแกจะเดินมาถึงตรงนี้คงต้องเดินตากแดดมาร่วมหลายสิบนาทีแล้ว

ไม่รู้ทำไมอาม่าคนนี้จึงทำให้ผมนึกถึงข้อพระคัมภีร์ที่ว่า

"ถ้าเจ้าวิ่งแข่งกับมนุษย์ และเขาทำให้เจ้าเหน็ดเหนื่อย
เจ้าจะแข่งกับม้าได้อย่างไร

และถ้าเจ้ายังล้มลงในแผ่นดินที่ปลอดภัย

เจ้าจะทำอย่างไรในดงลุ่มแม่น้ำจอร์แดน" (เยเรมีย์12:5)

ผมรู้ตัวแล้วว่าบ่นมากเกินไป แต่พระเจ้าก็ส่งบทเรียนดีๆมาเตือนผมจนได้ ขอบคุณครับ ต่อไปผมจะอดทนให้มากกว่านี้ น่าแปลกจริงๆทั้งๆที่ผมยังเหงื่อไหลไม่หยุด แต่ผมกลับรู้สึกว่าอากาศเย็นลงมากจริงๆ

วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2552

วัยรุ่นใจยักษ์

(บทความนี้ผมเขียนลงในหนังสือคริสตสายสัมพันธ์ของสมาคมพระคริสตธรรมไทยครับ)
ถ้ากำลังอยากอ่านเรื่องพฤติกรรมของวัยรุ่นที่โหดเหี้ยม ชอบสร้างปัญหา ผมคงทำให้ผิดหวังแล้วล่ะครับ แต่ถ้าท่านเป็นวัยรุ่น หรือมีวัยรุ่นที่ต้องดูแล ผมมีความจริงที่อยากเล่าสู่กันฟังว่ามียักษ์อยู่ในใจของวัยรุ่นจริงๆ ยักษ์ตนนี้ถ้าท่านไม่เข้าใจมันจะกลายเป็นเหมือนทศกัณฐ์ ที่สร้างความเดือดร้อนจนกลายเป็นสงครามเหมือนในวรรณคดีรามเกียรติ์ แต่หากท่านเข้าใจและใส่ใจอย่างถูกวิธี ยักษ์ตัวนี้จะทำให้วัยรุ่นเหมือนจินนี่ ที่สามารถให้พรวิเศษแก่ชีวิตคุณได้ทีเดียว
“อย่าให้ผู้ใดหมิ่นประมาทความหนุ่มแน่นของท่านแต่จงเป็นแบบอย่างแก่คนที่เชื่อทั้งปวงทั้งในทางวาจาและการประพฤติในความรักในความเชื่อและในความบริสุทธิ์” (1ทธ.4:12) เป็นพระคำที่อาจารย์เปาโลฝากไว้กับวัยรุ่นที่ชื่อทิโมธี ต้องยอมรับว่านี่เป็นเรื่องจริงที่เรามักได้ยินว่าคนอายุน้อยมักถูกสบประมาทว่าไม่สามารถสร้างความสำเร็จได้ คำดูถูกที่เรามักได้ยินบ่อยๆก็คือ “โธ่เอ๊ย พวกเด็กปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม” “อายุแค่นี้จะทำอะไรเป็น” คำพูดหมิ่นประมาทเหล่านี้จะว่าไปก็พอมีสาเหตุที่ทำให้คิดอย่างนั้นได้ นั่นเพราะวัยนี้ยังมีการพัฒนาที่สมองส่วนหน้าไม่เต็มที่ ทำให้วัยรุ่นมีลักษณะนิสัยใจร้อนเมื่อเทียบกับวัยอื่นๆ เมื่อใจร้อนก็อาจไม่รอบคอบหรือมีเรื่องมีราวได้ง่าย อย่างที่เราเคยได้ยินว่าบางครั้งแค่มองหน้ากันแล้วไม่ถูกชะตา ก็ชักปืนขึ้นมายิงได้ง่ายๆ ข้อพระคำตอนนี้สะท้อนความเชื่อที่สังคมมีต่อวัยรุ่น และไม่เพียงแต่ในยุคอดีตเท่านั้นความเชื่อนี้ยังคงมีอยู่ในปัจจุบันด้วย
แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ สิ่งที่วัยรุ่นทำได้ไม่เพียงแต่ไม่ให้ใครหมิ่นประมาท หรือดูถูกเท่านั้น แต่ยังสามารถเป็นแบบอย่างให้กับคนอื่นๆ ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยใดได้อีกด้วย และในทุกๆด้าน สิ่งนี้เป็นเรื่องที่เป็นจริงได้หากเรารู้เท่าทันและหมั่นฝึกฝนตัวเองอยู่เสมอ เพราะผมบอกแล้วว่าวัยรุ่นทุกคนมียักษ์อยู่ในตัวเอง ซึ่งหมายถึงพลังงานและทรัพยากรภายใน ลองคิดดูสิครับว่าวัยไหนที่มีเรี่ยวแรงมากที่สุด ขนาดที่ว่าอดนอนสามคืนก็ยังไหว(แต่ไม่แนะนำให้ทำนะครับ) วัยไหนที่มีทั้งความสามารถในการเรียนรู้แบบเด็กๆและความรับผิดชอบแบบผู้ใหญ่ผสมผสานกัน ถ้าจะเปรียบไปวัยรุ่นก็เหมือนรถยนต์ที่แรงม้ามากๆ วิ่งเร็ว แต่สิ่งที่ยากก็คือการควบคุมรถคันนี้ไม่ให้ตกไหล่ทางหรือพุ่งชนรถคันอื่นเสียก่อนที่จะถึงเส้นชัย ผมจึงอยากหยิบยกข้อคิดที่วัยรุ่นและผู้ที่ใกล้ชิดวัยรุ่นจะนำไปปรับใช้ได้
ในพระคัมภีร์ตอนนี้ได้เตือนให้เราเป็นแบบอย่างแก่คนอื่นใน 5ด้านด้วยกัน และด้านต่างๆนี้เองที่จะนำวัยรุ่นสู่ความเป็นเลิศ เป็นคนที่มีใจใหญ่ ใจยักษ์ในทางที่ดี ด้านแรกก็คือ “แบบอย่างในเรื่องคำพูด” มีสุภาษิตหนึ่งกล่าวว่า “คำตอบอ่อนหวานช่วยละลายความโกรธเกรี้ยวให้หายไปแต่คำกักขฬะเร้าโทสะ”(สภษ15:1) การจะทำได้เราจำเป็นต้องมีทัศนคติที่ถูกต้องในเรื่องนี้เสียก่อน นั่นเพราะมีวัยรุ่นจำนวนมากเชื่อว่าการพูดเพราะเป็นการแสดงถึงความไม่สนิทสนม คนที่สนิทกันควรพูด “กู มึง” หรือ “ข้า แก” หรือคำหยาบอื่นๆ แต่ถ้าเราลองย้อนคิดดูสักหน่อยเราก็จะพบว่าคนที่เกลียดกันทุกคนก็พูดคำหยาบเหล่านี้ แต่คนที่รักเราหลายคนไม่ได้พูดคำเหล่านี้เลย เช่น เวลาที่แม่แสดงความรักกับเรา แต่ถ้าแม่ด่าเราบางทีเราถึงจะได้ยินคำว่า “กู” ออกมาบ้างก็ได้ ในสุภาษิตไทยก็ยังมีคำว่า “สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล” ดังนั้นถ้าต้องการการยอมรับด้วยใจของคนอื่นสิ่งแรกที่เราต้องเอาชนะก็คือลิ้นของเรานั่นเอง
ประการที่สอง “แบบอย่างในเรื่องการกระทำ” คนที่คนรังเกียจและดูถูกมากที่สุดก็คือคนที่พูดอย่างทำอย่าง เหมือนคำพูดที่ว่า “การกระทำเสียงดังกว่าคำพูด” คำพูดที่ดีทำให้คนนิยมและนึกอยากฟังสิ่งที่เราพูด อยากติดตามดูชีวิตของเรา แต่สิ่งที่เราทำจะแยกแยะระหว่างเราว่าเป็นคนจริงใจ หรือคนหน้าซื่อใจคด ความเชื่อของชาวจีนบอกว่าคำพูดมีค่าเหมือนทองคำ เพราะในอดีตไม่มีการทำสัญญาค้าขาย ดังนั้นการตกลงด้วยวาจาจึงมีความศักดิ์สิทธิ์มาก คนที่พูอย่างทำอย่างสุดท้ายก็จะไม่มีใครอยากคบค้าสมาคมด้วย ยิ่งโกหกบ่อยเท่าไรคำพูดของคนผู้นั้นก็ยิ่งลดค่าของตัวเอง
ประการต่อมา “เป็นแบบอย่างในเรื่องความรัก” คนส่วนใหญ่มักมองว่าวัยรุ่นไม่เข้าใจความลึกซึ้งเรื่องความรัก อารมณ์ขึ้นๆลงๆ รักง่ายหน่ายเร็ว ซึ่งจะว่าไปแล้วไม่ก็ไม่ขึ้นอยู่กับวัยเสมอไป แต่ขึ้นอยู่กับทัศนคติของคนๆนั้นเองว่าเชื่ออย่างไร หากเราสังเกตจะพบว่าเรื่องหนึ่งซึ่งสร้างความด่างพร้อยให้กับคนๆหนึ่งได้มากที่สุดมักเป็นเรื่องความรัก เหมือนอย่างที่อดีตประธานาธิปดีสหรัฐฯ บิล คลินตัน เคยทำผิดพลาดกับลูวินสกี้ ยิ่งในสังคมตะวันออกอย่างประเทศไทย เรื่องชีวิตรักเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสำคัญมาก ลองคิดเล่นๆว่าถ้าประเทศไทยมีการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี แล้วคุณต้องเลือกคนสองคนที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน คนนึงมีภรรยาเพียงคนเดียว แต่อีกคนมีภรรยาน้อยมากมาย คุณจะเลือกใครมาเป็นผู้นำประเทศ ในเรื่องนี้ผมอยากแนะนำให้เราระวังในการเลือกเสพสื่อต่างๆ เพราะมันจะกลายเป็นค่านิยมติดตัวเราได้ในอนาคต
ประการที่สี่ “เป็นแบบอย่างในเรื่องความเชื่อ” อะไรคือแก่นแท้ความเชื่อในชีวิตของเราสิ่งนั้นจะสะท้อนออกมาในการกระทำของเราด้วย เช่น ถ้าเราเชื่อว่า เงินคือพระเจ้า แม้เราจะพยายามซื่อสัตย์ แต่ความเชื่อนี้จะล่อใจเราให้คดโกง รวมไปถึงเลือกให้เกียรติเฉพาะคนที่มีฐานะดีเท่านั้น แต่หากเราเชื่อในคุณค่าของคนเราก็จะเป็นคนที่ให้เกียรติผู้อื่นโดยธรรมชาติ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องสำรวจความเชื่อของเราเอง อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือความเข้มแข็งในความเชื่อ ถ้าความเชื่อที่ถูกต้องเป็นเหมือนหางเสือของเรือแล้วละก็ ความเข้มแข็งในความเชื่อก็เหมือนกำลังของเครื่องยนต์ที่ทำให้เรือมุ่งไปในทิศทางทีถูกต้องได้อย่างรวดเร็ว วิธีง่ายๆที่จะสามารถรู้ว่าเรามีความเข้มแข็งในความเชื่อมากแค่ไหนก็คือ ถามตัวเองว่าเราเคยสงสัยความเชื่อของเราบ่อยครั้งแค่ไหน ทุกครั้งที่เราสงสัยเรามักจะช้าลงหรือหยุดทำในสิ่งที่เราควรทำ เช่นถ้าท่านมีคนรัก แต่ท่านอาจสงสัยว่าในอนาคตอีกสองปีท่านอาจเจอคนที่ดีกว่านี้ ทุกครั้งที่สงสัยความสัมพันธ์เรื่องความรักก็จะพลอยหยุดชะงักไปด้วย กลายเป็นคนครึ่งๆกลางๆ และไม่ทุ่มเท เพราะมัวแต่เชื่อว่าดอกไม้ที่สวนถัดไปจะสวยกว่านี้
ประการสุดท้าย “เป็นแบบอย่างในเรื่องความบริสุทธิ์” ในยุคปัจจุบันความโปร่งใสของบุคคลเป็นเรื่องที่เราให้ความสนใจกันมาก เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ที่เราจะทำผิด แต่สิ่งที่ถูกก็คือเราควรจัดการกับสิ่งนั้น โดยการสารภาพผิด และตั้งใจจริงที่จะกลับตัวกลับใจ มิเช่นนั้นก็จะไม่ต่างอะไรกับที่เรากวาดเศษขยะไว้ใต้พรม แม้ท่านซ่อนขยะจากสายตาคนทั่วไปได้ ท่านก็ไม่อาจซ่อนกลิ่นขยะใต้พรมของท่านเองได้ ความผิดที่ถูกซ่อนไว้เป็นเหมือนฝันร้ายที่จะตามหลอกหลอนยามหลับ และความกังวลที่รบกวนยามตื่น วัยรุ่นแม้จะยังเด็ก แต่ถ้าเป็นคนที่กล้าทำกล้ารับก็ย่อมได้รับคำยกย่องว่าเป็นคนจริงคนหนึ่ง
ถ้าเราสามารถดูแลความเป็นเลิศทั้งห้าประการในชีวิตได้ รถยนต์แรงม้าสูงของวัยรุ่นก็จะกลายผู้นำตัวจริงในสนามแข่งแห่งชีวิต สุดท้ายผมอยากแนะนำให้อ่านพระธรรมสุภาษิตในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล เพราะจะเป็นแนวทางเชิงปฏิบัติที่ช่วยเสริมความเป็นเลิศทั้งห้าประการให้เป็นจริงได้ในชีวิตวัยรุ่น ขอพระเจ้าอวยพรครับ

วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

เพิ่งจะเข้าใจ

ตอนที่ผมเข้ามาที่คริสตจักรสาธรใหม่ๆ ผมรู้สึกตื่นเต้นมาก เวลาที่เราได้รู้จักกับพระเจ้าความรู้สึกอยากจะรับใช้ก็พลุ่งพล่าน อยากทำๆๆๆ ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แต่ยิ่งอยู่นานเข้า ยิ่งได้รับใช้มากเข้า ผมก็ยิ่งรับรู้ปัญหาภายในคริสตจักรมาก บางครั้งยอมรับว่าไม่เข้าใจ จนบางทีผมรู้สึกเหนื่อยหน่ายใจไปเลยก็มี

ผมสับสนตัวเองว่า ทำไมยิ่งรับใช้ยิ่งเหนื่อย แต่ผมเพิ่งได้เข้าใจว่า ผมไม่สามารถรับใช้พระเจ้าได้ถ้าผมไม่มีความสัมพันธ์กับพระองค์ ดังนั้นที่ผมทำจึงไม่ต่างอะไรกับการตรากตรำทำงาน และนั่นไม่ใช่การรับใช้

ผมไม่เข้าใจว่าทำไมผมจึงรู้สึกว่าในคริสตจักรมีแต่ปัญหาที่มาจากคน แต่ผมเพิ่งเข้าใจว่า คนที่มีปัญหามากที่สุดนั้นเป็นพรกับผมมากที่สุดด้วย เพราะผมไม่มีทางทราบว่าตนเองมีผลพระวิญญาณเติบโตแค่ไหน ถ้าไม่ได้อยู่กับคน

ผมตั้งคำถามกับพระเจ้าว่าทำไมพระองค์ส่งคนๆนี้มาที่คริสตจักรของเรา พระองค์รู้ไหมว่าเขาร้ายกาจขนาดไหน แต่ผมเพิ่งเข้าใจว่าตัวผมเองเต็มไปด้วยความเกลียดชัง และมีแต่ความหยิ่งผยองที่คิดว่าตัวเองดีกว่า แท้จริงแล้วผมเองนี่แหละที่ได้รับพระเมตตาจากพระเจ้าให้ผมได้มาอยู่ที่คริสตจักรสาธรแห่งนี้

ผมเคยดูถูกความรู้ทางพระคัมภีร์ของคนในคริสตจักร และไม่เข้าใจว่าทำไมพวกเขาจึงไม่ใฝ่หาความรู้ทางพระคัมภีร์ แต่ผมเพิ่งเข้าใจว่าถ้าผมมีแต่ความรู้แต่ไม่รู้จักพระเจ้า ผมก็เป็นแค่คนอวดดี ที่คิดว่าตัวเองอยู่สูงกว่าคนอื่น

ผมเคยคิดว่าถ้าผมย้ายจากคริสตจักรสาธรไปอยู่ที่อื่น ผมคงมีความสุขมากกว่านี้ แต่ผมเพิ่งเข้าใจว่าความสุขและสันติสุขแท้มาจากพระเจ้าและเริ่มต้นที่หัวใจของผมเอง สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปเป็นแค่เปลือกนอกของความสุข ผมต่างหากที่ต้องเปลี่ยนตัวเองก่อน

ผมเคยรู้สึกว่าตัวเองโง่ที่ไม่แสวงหาความร่ำรวย ไม่ทำงานพิเศษในวันหยุดเพื่อหารายได้เพิ่ม ดูสิทุกวันนี้ผมยังลำบากและขาดความมั่นคงทางการเงิน แต่ผมเพิ่งเข้าใจว่าถ้าเรารักเงินทองเราจะฟูมฟักความชั่วร้ายในชีวิต ผมต้องขยันหมั่นเพียรในการหารายได้ แต่ผมต้องไม่รักมัน สิ่งที่ผมควรรักคือคน

ผมเคยคิดว่าผมเกิดมาอย่างไม่สมบูรณ์ ผมอยากสูงกว่านี้ รวยกว่านี้ มีคนนับหน้าถือตามากกว่านี้ แต่ผมเพิ่งเข้าใจว่าผมมีสมบูรณ์มากพอที่จะช่วยเหลือคนอื่น ผมสูงพอที่จะเอื้อมมือหยิบของที่เด็กๆหลายคนหยิบไม่ถึง ผมรวยพอที่จะเลี้ยงข้าวสักมื้อสองมื้อกับคนที่ไม่มีอะไรจะทาน และผมมีคนนับหน้าถือตามากพอที่เขาจะวางใจให้ผมสอนพระคำของพระเจ้าให้ เกียรติทั้งหมดเป็นของพระเจ้า ส่วนเราเป็นส่วนหนึ่งในกายของพระองค์ ผมจึงรู้สึกมีเกียรติไปด้วยเมื่อพ่อของเรา พระบิดา พระเยซูคริสต์ได้รับเกียรติของพระองค์

อยากขอบคุณพระเจ้า และขอบคุณคริสตจักรที่ยิ่งอยู่นานก็เพิ่งได้เข้าใจอะไรๆมากขึ้นๆทุกๆวัน

พระเจ้าอวยพร

วันอังคารที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2551

คริสตมาสแห่งสันติสุข

(บทความนี้ผมเขียนลงในพระคริสตธรรมประธีป)

คริสตมาสเป็นสัญลักษณ์แห่งความสุขและความรัก เป็นวันที่ในพระธรรมลูกาบันทึกว่าเหล่าทูตสวรรค์สรรเสริญพระเจ้าว่า “..ส่วนบนแผ่นดินโลก สันติสุขจงมีท่ามกลางมนุษย์ทั้งปวง ซึ่งพระองค์ทรงโปรดปรานนั้น” แต่สำหรับหลายคนคริสตมาสอาจกำลังกลับกลายเป็นวันแห่งความเหน็ดเหนื่อย เครียด แทบไม่ได้พักผ่อน และที่สำคัญความยุ่งยากเหล่านั้นได้พรากเอาความสุขไปจากจิตใจ ซึ่งทำให้เราพลาดหัวใจสำคัญของคริสตมาส นั่นคือ “สันติสุขท่ามกลางมนุษย์ทั้งปวง”
เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าในทุกๆปีเมื่อใกล้วันคริสตมาส บรรดาผู้รับใช้และสมาชิกคริสตจักรต่างก็สาละวนกับการเตรียมการเฉลิมฉลองรำลึกถึงการมาประสูติขององค์พระเยซูคริสต์ ยิ่งคนร่วมจัดงานมีน้อยก็ยิ่งเหนื่อยมาก บรรดาคนที่มีความสามารถสูงและอาจเคยช่วยจัดงานเฉลิมฉลองมาตลอดทุกปีมักเป็นคนที่เหน็ดเหนื่อยที่สุด และถูกคาดหวังจากคริสตจักรว่าจะเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการจัดงาน ที่จริงแล้วคนเหล่านี้ยังพบสถานการณ์คล้ายๆกันเมื่อ วันขอบคุณพระเจ้า วันอีสเตอร์ หรือวันครบรอบการสถาปนาคริสตจักร ฯลฯ อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่าผมกำลังมานั่งบ่นแทนพวกเขาเหล่านั้นนะครับ เพราะผมเชื่อเหลือเกินว่าเราต่างก็รับใช้พระเจ้าด้วยความเต็มใจ และเต็มตัว แต่กระนั้นก็ดีพระเจ้าได้ทรงสร้างสิ่งที่เป็นสัญญาณเตือนตัวเราทุกคนถึงการไม่มีสันติสุขนั่นก็คือ “ความเครียด” นั่นเอง
ความเครียดนั้นมีหลายระดับ ในทางจิตวิทยาเชื่อว่าความเครียดในระดับต่ำๆเป็นผลดี เพราะทำให้เราจริงจังมากขึ้นในการปฏิบัติงานให้ลุล่วง แต่ความเครียดในระดับกลางถึงสูงย่อมส่งผลร้ายกับเราทั้งร่างกายและจิตใจ ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ต่างรู้ว่าความเครียดเป็นสิ่งร้าย รู้ทั้งรู้แต่เราก็ยังเครียด
ความเครียดอาจเกิดจากการใช้ร่างกายหักโหมมากจนเกินไป ขาดการพักผ่อน ไม่มีเวลาดูแลใส่ใจเรื่องอาหารการกินที่เป็นประโยชน์ บางคนทานข้าวทั้งจานแค่ห้านาที เพราะต้องรีบกินรีบทำงาน โดยเฉพาะคนในเมืองใหญ่ที่ต้องเผชิญหน้ากับการจราจรที่เหมือนจลาจล ทำงานห่างจากบ้านแค่ 20 กิโลเมตร แต่ใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมงในการเดินทาง เวลานอนแทบไม่พอ ดังนั้นจะมาเสียเวลากับการกินอาหารแต่ละมื้อยิ่งเป็นไปไม่ได้ และบ่อยครั้งที่ต้องนั่งทานข้าวไปพร้อมๆกับการประชุม
สาเหตุของความเครียดอีกประการหนึ่งก็คือสาเหตุทางจิตใจ ความวิตกกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายแต่ละเดือน ความขัดแย้งกับเพื่อนร่วมงาน ความรักที่ไม่สมหวัง ล้วนทำให้เราเกิดความเครียดได้ทั้งนั้น ข่าวภาวะโลกร้อน น้ำจะท่วมกรุงเทพฯ ทำให้เราเครียดและวิตกกังวลเป็นอย่างมาก ยิ่งในปีนี้ประเทศไทยต้องเผชิญกับมรสุมความขัดแย้งทางความคิด วิกฤติการณ์ทางการเมืองเรื่อยมา จนทุกวันนี้ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงง่ายๆ แม้แต่ผมซึ่งชอบข่าวการเมืองเป็นทุนเดิมยังรู้สึกเครียดไปกับข่าวคราวที่เกิดขึ้นจนบางครั้งแทบไม่อยากรับรู้ข่าวสาร และเมื่อเกิดความสูญเสีย พี่น้องชาวไทยต้องบาดเจ็บและล้มตายก็ยิ่งสร้างความหดหู่ใจและสร้างความเครียดแก่เรามาก ความขัดแย้งนี้มีอยู่ทั่วทุกสังคมไทย จากคนที่เคยคุยกันถูกคอกลายเป็นคนที่มองหน้ากันไม่ติด ผมเห็นด้วยว่าเราคงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเสียใจไปกับการสูญเสีย และเราจำเป็นต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ ทั้งเพื่ออธิษฐานทั้งเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง และเพื่อเราจะสามารถทำบางสิ่งที่เป็นรูปธรรมในการแสดงจุดยืนที่ถูกต้อง แต่ผมไม่อยากให้เราคนไทยด้วยกันต้องมาเกลียดกันเองเพราะเรื่องนี้นะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหวังว่าจะไม่เกิดขึ้นในคริสตจักร ได้แต่หวังว่าความไม่ลงรอยทางความคิดนี้จะไม่มีอิทธิพลเหนือคริสตจักร จนกลายเป็นสองฝักสองฝ่ายดังเช่นสังคมภายนอก เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นการเฉลิมฉลองและความร่วมไม้ร่วมมือในวันคริสตมาสคงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยาก วิงวอนขอ “สันติสุข” ที่พระเจ้าทรงโปรดประทานแก่เราทั้งหลายมีอยู่ในท่ามกลางพี่น้องทุกคน
ผมจึงอยากเสนอแนวทางพื้นฐาน “3ส” เพื่อเป็นแนวทางป้องกันความเครียด ความกังวลใจให้อยู่ในระดับที่พอเหมาะ เพื่อคริสตมาสปีนี้จะเป็นคริสตมาสที่เกิดสันติสุขภายในใจของเรา
1. ส-สะบาโต ซึ่งไม่ได้หมายความแค่การไปคริสตจักรเพื่อนมัสการพระเจ้าเท่านั้น แต่ยังหมายความรวมถึงการหยุดพักการงานของเราทุกคนด้วย เรื่องพื้นฐานที่เรามักละเลยได้ง่ายๆนี้ทำให้บางคนไม่มีวันสะบาโตของตัวเอง แต่กลายเป็นวันสะบ้าโตแทน เพราะต้องทำแต่งาน ยิ่งถ้าเป็นคนที่มีบทบาทกับคริสตจักรมากๆ วันอาทิตย์มักจะเป็นวันที่เหนื่อยมากที่สุดของเขาด้วย จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องหาวันสำหรับหยุดพักผ่อนเพื่อเป็นสะบาโตของตนเองในแต่ละสัปดาห์ทำงานของเรา
2. ส-สัมพันธ์สนิท ไม่รู้ว่าผู้อ่านที่อายุยังน้อยจะเคยเห็นตะเกียงน้ำมันบ้างหรือไม่ ผมจำได้ว่าในสมัยที่ผมยังเด็กที่บ้านผมมีตะเกียงน้ำมันอยู่อันหนึ่งไว้ใช้จุดตอนที่ไฟฟ้าดับ ไส้ตะเกียงที่จุดแล้วอาจไม่ส่องสว่างมากนัก แต่สามารถส่องแสงเช่นนั้นได้ตลอดคืน ชีวิตคนเราก็เช่นกันหากเป็นเหมือนไม้ขีดไฟที่ลุกสุกสว่างเพียงชั่วครู่ ย่อมไม่สามารถนำทางแก่ชีวิตได้ แต่ต้องเป็นดังไส้ตะเกียงที่ด้านหนึ่งติดไฟและอีกด้านจมอยู่ในน้ำมัน การมีสัมพันธภาพกับพระเจ้าเป็นธรรมชาติของคริสเตียนที่เปรียบเหมือนไส้ตะเกียงในน้ำมัน เหมือนลูกที่คุยกับพ่อในทุกๆวัน จึงจะสามารถปรากฎแสงไฟหรือผลพระวิญญาณในชีวิตได้ คนที่ขาดสัมพันธที่แนบสนิทกับพระเจ้า ไม่สามารถที่จะเข้าใจถึงความรัก และความไว้วางใจในพระองค์ได้ เปรียบเหมือนตะเกียงที่ดี จึงไม่ใช่แค่มีไส้ตะเกียงยาวหรือสั้นเท่านั้น แต่อยู่ที่มีน้ำมันในตะเกียงเพียงพอหรือไม่
3. ส-สมดุล ผมยอมรับว่าเมื่อผมมีโอกาสต้อนรับพระเจ้า ผมรู้สึกอยากรับใช้พระเจ้ามาก ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องดี แต่หากความอยากนั้นตั้งอยู่ความไม่พอดี ชีวิตก็จะไม่สมดุล ผมเองก็เคยผ่านห้วงเวลาเหล่านั้น เมื่อตั้งใจรับใช้พระเจ้ามากจนจัดลำดับความสำคัญไม่ถูกแทนที่จะได้รับใช้พระองค์จริงๆกับกลายเป็นว่าผมรับใช้งานเหล่านั้นเสียมากกว่า ผลร้ายก็คือความสนุกสนานและความชื่นใจที่เคยได้รับจากการรับใช้หายไป เหลือเพียงความเหนื่อยอ่อน และอารมณ์ที่เกรี้ยวกราด ทุกวันนี้ผมเข้าใจมากขึ้นว่าคนเราไม่ควรสวมหมวก(ตำแหน่ง)เกินความพอดี เราจำเป็นต้องแบ่งเวลาให้กับทั้งงานรับใช้ และการใช้เวลากับครอบครัวและเพื่อนๆ และมีเวลาให้ตัวเองและการพักผ่อนบ้าง คำว่าสมดุลของแต่ละคนอาจมีความแตกต่างกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันก็คือเราต้องมีชีวิตทุกด้านเพื่อถวายเกียรติแก่พระเจ้าเสมอ
“..ส่วนบนแผ่นดินโลก สันติสุขจงมีท่ามกลางมนุษย์ทั้งปวง ซึ่งพระองค์ทรงโปรดปรานนั้น” เป็นความปรารถนาที่เราหวังจะให้เกิดขึ้นในวันคริสตมาสที่จะมาถึงนี้ เพื่อเตือนเราในฐานะผู้เชื่อว่า เราคือพระบุตรของพระองค์ เราคือผลิตผลแห่งสันติสุขของวันคริสตมาส ดังนั้นทุกวันของเราจึงเป็นเหมือนคริสตมาสที่ส่งต่อความรักไปยังทุกคนในสังคม และทำให้เราเข้าใจถึงของขวัญที่พระองค์ทรงมอบให้ว่า “เรามอบสันติสุขไว้ให้แก่ท่านทั้งหลาย สันติสุขของเราที่ให้แก่ท่านนั้น เราให้ท่านไม่เหมือนโลกให้ อย่าให้ใจของท่านวิตก และอย่ากลัวเลย” (ยอห์น 14 ข้อ 27) ขอพระเจ้าอวยพรทุกท่านครับ

วันพุธที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ฆ่าตัวตายเป็นเรื่องป้องกันได้

(บทความที่ผมเขียนลงในนิตยสาร Bridge ครับ)

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่พิเศษกว่าสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในทางบวก เราเชื่อว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ประเสริฐ เพราะมีสติปัญญาสูง สามารถเรียนรู้และมีพัฒนาการ ทำให้มนุษย์มีอารยธรรม ประเพณี และประวัติศาสตร์ของตนเอง ส่วนในทางลบ มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตเพียงอย่างเดียวที่สามารถคิดร้ายต่อตนเองโดยการ "ฆ่าตัวตาย" ได้
ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายคำว่า "ฆ่า" คือ การทำให้ตาย แต่ไม่ได้บันทึกความหมายของคำว่า "ฆ่าตัวตาย" เอาไว้ อาจเพราะเป็นคำที่มีความหมายอยู่ในตัวเองแล้วนั่นคือการทำให้ตนเองเสียชีวิตโดยเจตนา ดังนั้นเวลาที่เราพูดว่า "การสูบบุหรี่เป็นการฆ่าตัวตายแบบผ่อนส่ง" จึงเป็นเพียงการอุปมาหรือเปรียบเปรยเท่านั้น เพราะแม้ผู้ที่สูบบุหรี่จะรู้โทษของมันดี ก็คงไม่ได้มีเจตนาจะทำให้ตนเองตายเพราะบุหรี่ ดังนั้นคนที่ฆ่าตัวตายจึงมีความคาดหวังที่จะให้ตนเองเสียชีวิตในทันทีหรือมีกำหนดเวลาไว้แน่นอน
เราพบว่ามีการฆ่าตัวตายมาตั้งแต่สมัยโบราณ ซึ่งเดิมทีมีสาเหตุมาจากความเชื่อในเรื่องการปกป้องศักดิ์ศรีของตนเอง เช่น การฮาราคีรีของชาวญี่ปุ่นในสมัยซามูไร อีกเหตุผลเป็นการทำเพื่ออุดมการณ์ของกลุ่ม เช่น การระเบิดพลีชีพ และยุทธวิธีกามิกาเซ่ในสมัยสงครามโลก ในยุคสมัยปัจจุบันนั้นการฆ่าตัวตายส่วนใหญ่มีสาเหตุที่แตกต่างออกไป โดยมากเกิดจากความผิดหวังอย่างรุนแรงในชีวิต เช่น เป็นโรคร้ายแรง หรือผิดหวังจากความรัก เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบองค์ประกอบของสาเหตุของการฆ่าตัวตายที่น่าสนใจ ยกตัวอย่างเช่นประเทศที่มีอัตราการฆ่าตัวตายมากกว่าหนึ่งแสนคนต่อปีมักเกิดในทวีปยุโรป(วิกิพิเดีย ,2008) เช่น ลิทัวเนีย , เบลารุส และรัสเซีย ส่วนในเอเชียมีเพียงประเทศญี่ปุ่น ประเทศที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงรองลงมาคือประเทศในทวีปออสเตรเลีย และประเทศแถบอเมริกาเหนือ ส่วนในเอเชียมีประเทศจีนกับเกาหลีใต้ ส่วนประเทศที่มีรายงานการฆ่าตัวตายต่ำกว่าที่อื่นๆคือประเทศแถบแอฟริกา
เมื่อพิจารณาปรากฏการณ์ดังกล่าวเราพบว่ามีองค์ประกอบร่วมของประเทศที่มักพบการฆ่าตัวตายก็คือ มักเป็นประเทศที่มีอากาศหนาวเย็น มีกลางวันสั้นและกลางคืนที่ยาวนาน ทุกครั้งที่เข้าฤดูหนาวก็มักพบว่าอัตราของคนฆ่าตัวตายสูงขึ้น ทั้งนี้เพราะภูมิอากาศ และแสงสว่างมีความสัมพันธ์กับการทำงานของสารสื่อประสาทในสมองของเรา ดังนั้นคนที่มีความคิดอยากตายจึงไม่ควรอยู่ในบรรยากาศที่มืดและไม่มีแสงอาทิตย์ เพราะเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดความคิดและทำสำเร็จได้ง่ายขึ้น ฟังดูอาจเป็นเหมือนเรื่องตลกและอาจรู้สึกว่าเรื่องนี้คงไม่เกี่ยวกับคนไทย แต่จากรายงานปี2550ของโครงการผู้ที่เสี่ยงภัยต่อการฆ่าตัวตาย(suicidethai.com)พบว่า สามจังหวัดแรกในประเทศไทยที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงที่สุดคือ ลำพูน , เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน ซึ่งทั้งสามจังหวัดอยู่ในภาคเหนือของประเทศ แถบที่มีอากาศหนาวเย็นกว่าภาคอื่นๆ
อัตราการฆ่าตัวตายของไทยอยู่ในราว 5.77ต่อประชากรแสนคน(2549) จากสถิติเรามักพบว่าคนที่ไร้ญาติขาดมิตร และยังโสดมีโอกาสฆ่าตัวตายสูงกว่าโดยเฉพาะในผู้หญิง ดังนั้นเราจึงควรหมั่นสังเกตคนรอบข้างว่ามีใครหรือไม่ที่มักจะแยกตัวไปอยู่คนเดียวบ่อยๆ และมีใครบ้างหรือไม่ที่ขาดเพื่อน เพราะท่านสามารถช่วยเขาได้โดยการเข้าไปใช้เวลากับเขา ซึ่งบางทีท่านอาจไม่ต้องพูดอะไรมากเลย เพียงแต่แสดงความสนใจในสิ่งที่เขาพูดบ้างเท่านั้น แต่ในทางกลับกันเราก็สามารถทำให้เขาตัดสินใจทำร้ายตนเองได้ง่ายขึ้น จากการแสดงท่าทางรังเกียจ ไม่ใส่ใจ หรือทอดทิ้ง
นอกจากนี้เราพบว่าโรคซึมเศร้ามีความสัมพันธ์กับปัญหาการฆ่าตัวตายอย่างมาก อาจเป็นเพราะอาการจากโรคและวิธีดำเนินชีวิตของพวกเขาเอง จากประสบการณ์ทำงานกับคนที่มีความคิดฆ่าตัวตายในกรุงเทพฯมาเจ็ดปีผมพบลักษณะร่วมบางอย่างของคนที่มีปัญหาเหล่านั้น ซึ่งน่าจะใช้เป็นข้อสังเกตได้ คือ มักจะตื่นสายมากๆ กลางคืนนอนไม่หลับ หรือถ้าตื่นก็ไม่ลุกจากที่นอนได้เป็นเวลาหลายวัน มักชอบอยู่ในห้องที่ปิดม่านหนาๆทึบๆ มักใช้เวลากับโทรทัศน์หรือคอมพิวเตอร์อยู่ในห้อง เป็นเวลานาน มีปัญหาด้านการเรียน ถ้าเป็นผู้หญิงมักพบเรื่องการกรีดแขนหรือข้อมือ ส่วนผู้ชายมักมีปัญหาในการเข้าสังคม
แน่นอนว่าผมไม่ได้ต้องการให้ทุกคนย้ายมาอยู่เขตร้อนกันหมด เพราะนอกจากการย้ายบ้านจะเป็นเรื่องยุ่งยากมากแล้ว ปัจจัยเรื่องภูมิอากาศก็ไม่ใช่ปัจจัยหลัก แต่เป็นเพียงปัจจัยกระตุ้นให้เกิดความคิดในทางลบได้ง่ายขึ้น การแก้ไขคนที่มีความคิดอยากตายไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เพราะต้องใช้ความอดทน ความรักอย่างมากในการให้ความช่วยเหลือ ดังนั้นการป้องกันก่อนปัญหาจะเกิดขึ้น น่าจะเป็นวิธีที่ดีกว่า คำถามก็คือเราควรจะป้องกันปัญหานี้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันที่ตนเองหรือป้องกันคนที่เรารักผมขอเสนอวัคซีนที่น่าจะสามารถป้องกันปัญหาฆ่าตัวตายอย่างได้ผล
วัคซีนแรกคือ การยอมรับทางจิตใจ คนทุกคนต่างต้องการการยอมรับ แต่เป็นเรื่องน่าแปลกที่เรามักใช้วัตถุสิ่งของ ระดับการศึกษาเป็นเกณฑ์การยอมรับ ดังนั้นในวันที่เราไม่หลงเหลือสิ่งเหล่านี้ย่อมทำให้เราอยากทำร้ายตนเองได้ การยอมรับที่สามารถเป็นวัคซีนป้องกันความคิดฆ่าตัวตายนั้นต้องเป็นการยอมรับทางจิตใจ เราสามารถสังเกตสิ่งนี้ได้จากครอบครัวที่อบอุ่น ซึ่งพ่อแม่ยอมรับลูกๆของตนแม้ว่าลูกอาจเรียนไม่เก่ง หรือความสัมพันธ์ที่มีต่อมิตรภาพอันแนบแน่น ที่แม้เพื่อนอาจไม่ใช่คนเด่นดัง และไม่มีผลประโยชน์ก็ยังคงได้รับการยอมรับในหมู่เพื่อนทุกคน การให้การยอมรับจากสถานภาพซึ่งไม่มีวันเปลี่ยนแปลงนี้เป็นยาที่ได้ผลอย่างวิเศษช่วยต่อต้านความคิดด้านลบต่างๆได้เป็นอย่างดี
วัคซีนตัวต่อมาคือ การใช้เวลาร่วม หลายครั้งที่คนเรารู้สึกเหงาได้แม้อยู่ท่ามกลางคนมากมาย นั่นเพราะเราไม่ได้ใช้เวลาร่วม แต่แค่อยู่ในสถานที่เดียวกัน การใช้เวลาร่วมไม่ได้หมายความว่าต้องพูดคุยกันตลอดเวลา แต่หมายถึงความรู้สึกสัมผัสว่าต่างอยู่ในขอบเขตความสนใจของอีกฝ่าย ความอบอุ่นจากการใช้เวลาร่วมจะช่วยละลายหัวใจแห่งความเหน็บหนาว จากความเงียบเหงาและอ้างว้าง การได้รู้ว่ามีใครคนหนึ่งเสมออยู่ใกล้ๆเราเป็นยาที่มีพลังอย่างมากในการเอาชนะความโศกเศร้า
วัคซีนสุดท้ายคือ การมองข้ามความต้องการของตนเอง ในทางจิตวิทยาเราพบว่าคนที่มีปัญหาทางจิตใจมักนำตัวเองมาเป็นศูนย์กลางและไม่สนใจว่าคนอื่นจะเดือดร้อนเพียงใดกับความต้องการของตน ซ้ำร้ายยังใช้นิสัยนี้เพื่อให้อีกฝ่ายพิสูจน์ความรักที่มีต่อตนเอง และเมื่อตนเองรับรู้ว่าความรักที่ได้ดูน้อยลงไปก็แทบจะไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไป การมองข้ามความต้องการของตนไม่ได้หมายถึงการไม่รักตนเอง แต่หมายถึงการให้ความสนใจกับความต้องการของคนอื่นไม่ต่างจากตนเอง เหมือนคำสอนที่ว่า "รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง" ยาชนิดนี้เป็นเหมือนท่อส่งถ่ายความรักที่ไม่ใช่การตามใจไปเสียทุกอย่าง แต่รู้สึกว่าเรื่องของคนที่อยู่ข้างๆเราเป็นเรื่องสำคัญสำหรับเราด้วย มีคำกล่าวว่าเมื่อเราอยู่ใกล้ใครเราก็จะเป็นเหมือนคนๆนั้น แน่นอนว่าความรักที่ไม่เห็นแก่ตัวนี้จะปลูกถ่ายจากหัวใจดวงหนึ่งไปยังอีกดวงหนึ่ง และแพร่พันธุ์เมล็ดแห่งความรักที่จะทำให้เราไม่สามารถคิดถึงเรื่องร้ายๆได้อีกเลย
นับเป็นข่าวดีที่เราสามารถค้นพบวัคซีนนี้ได้ไม่ยาก เพราะเรามีสิ่งนี้อยู่ในจิตใจของเราทุกคน แต่มีสิ่งหนึ่งที่เราต้องพึงระวังก็คือ การที่เราจะรวมวัคซีนสามชนิดนี้เข้าด้วยกันอย่างมีประสิทธิภาพนั้น เราจำเป็นต้องใช้สารละลายแห่งความเต็มใจ ช่วยในการผสม นั่นเพราะคนที่มีแนวโน้มจะมีความคิดทางลบเช่นนี้ มักจะไวต่อความรู้สึกทางลบและความไม่เต็มใจ ดังนั้นเมื่อจะใช้เวลากับคนที่เราอยากป้องกันความคิดฆ่าตัวตายแก่เขา จงแน่ใจว่าท่านพร้อมที่จะมอบเวลาอย่างยอมรับ โดยมองข้ามความต้องการของตนเองอย่างเต็มใจได้

วันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2551

เมื่อคิดจะขว้างก้อนหิน

พิธีสมรสกำลังเริ่มต้นขึ้น เสียงเปียโนที่ขับกล่อมบรรยากาศแห่งความสุขของหญิงสาวกับชายหนุ่ม แต่ในมุมหนึ่งท่ามกลางพิธี มีเสียงแสดงความไม่เห็นด้วยหลายเสียงพูดถึงการที่อาจารย์ประจำคริสตจักรยอมให้จัดพิธีสมรสนี้ในคริสตจักรทั้งๆที่เจ้าสาวไม่ได้เป็นคริสเตียน.. อีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องของชัย(นามสมมติ) สาวประเภทสองที่กลับใจใหม่ แต่ยังคงแต่งกายเป็นผู้หญิง ท่ามกลางความรู้สึกและสายตาของสมาชิกหลายคนที่แสดงความสงสัยว่าทำไมเรายอมให้เขาแต่งตัวแบบนี้เข้ามาในคริสตจักร
ไม่ทราบว่าท่านผู้อ่านเคยได้ยินเรื่องแบบนี้บ้างไหมครับ การที่ผมยกเอาตัวอย่างนี้ขึ้นมา ผมไม่ได้ต้องการจะยกประเด็นขึ้นมาตัดสินว่าสิ่งไหนถูก หรือสิ่งไหนผิดนะครับ แต่ทั้งสองตัวอย่างเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งในแต่ละคริสตจักรมีวิธีหาทางออกในเรื่องที่กล่าวมาแตกต่างกัน ผมมีโอกาสดีที่เคยได้พูดคุยกับหลายคนที่มีความเห็นแตกต่างกัน ทำให้เข้าใจว่าอะไรทำให้พวกเขาคิดเช่นนั้น คนที่คัดค้านการยอมรับรู้สึกว่าไม่ควรให้แบบอย่างที่ไม่เหมาะสมเกิดขึ้นในคริสตจักร เพราะนั่นจะทำให้เกิดการเอาอย่าง หรือเป็นการบอกอ้อมๆว่าคริสตจักรสนับสนุนสิ่งที่เกิดขึ้น ส่วนฝ่ายที่สนันบสนุนการยอมรับมองว่าควรให้โอกาสกับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น มีใจกว้าง และให้อภัยได้ ซึ่งผมคิดว่าแต่ละคนก็มีเหตุผลที่น่าฟัง แต่ผู้ที่รับผลกระทบนี้มากที่สุดกลับไม่ใช่ผู้ที่มีความคิดเห็นแตกต่างกันเหล่านั้น แต่กลับเป็นอนุชนในคริสตจักรและคนที่เป็นผู้ถูกพูดถึง ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?
เด็กๆในคริสตจักร โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น เฝ้าสังเกตปฏิกิริยาของผู้ใหญ่ในคริสตจักรที่มีต่อการตัดสินใจไม่ว่าปฏิเสธหรือยอมรับ เพราะเป็นสิ่งที่พวกเขาให้ความสนใจ และนั่นจะเป็นแบบอย่างที่เป็นมรดกทางความคิดให้กับพวกเขาในอนาคตได้ ดังนั้นทุกการตัดสินใจ เราควรให้ความสำคัญที่จะบอกถึงเหตุผลในการตัดสินใจนั้นต่อพวกเขาเท่าที่จะสามารถทำได้ โดยไม่ทำให้เจ้าของเรื่องต้องอับอายหรือได้รับความเสียหาย ส่วนผู้ที่เป็นเจ้าของเรื่อง ความรู้สึกที่ถูกปฏิเสธอาจเป็นยาพิษที่ค่อยๆกัดกร่อนชีวิต ซึ่งผมพบว่ามีคู่สมรสจำนวนไม่น้อยที่ถูกปฏิเสธการจัดพิธีในคริสตจักรได้หายไปจากคริสตจักร สาวประเภทสองที่ผมพูดถึงได้กลับไปใช้ชีวิตในความบาปเหมือนก่อนที่เขาเชื่อ เพราะทนไม่ได้ต่อสายตาที่วิพากษ์วิจารณ์ ที่ผมพูดอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าการตัดสินใจยอมรับทุกเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ดีกว่า แต่หมายถึงการให้ความสำคัญ และคำนึงถึงความรู้สึกของคนทั้งสองกลุ่มนี้ให้มาก เป็นเรื่องที่เราไม่ควรละเลย
ในพระธรรมยอห์นบทที่8 พระเยซูคริสต์ได้ทรงให้แบบอย่างที่ดีแก่พวกเราในเรื่องนี้ ได้มีการบันทึกไว้ว่าพวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี ได้พาผู้หญิงที่ถูกจับฐานล่วงประเวณีมาพบพระเยซู ในขณะที่พระองค์กำลังเริ่มสั่งสอนต่อหน้าฝูงชน จากพระธรรมตอนนี้ในข้อ6ทำให้เราทราบว่าพวกเขาใช้ผู้หญิงคนนี้เป็นเครื่องมือที่จะหาเหตุเอาผิดกับพระเยซูคริสต์ ในพระธรรมเลวีนิติบทที่20 ข้อ 10 บันทึกว่า “ถ้าผู้ใดร่วมประเวณีกับภรรยาของเพื่อนบ้าน ให้ขว้างผู้ร่วมประเวณีทั้งชายและหญิงนั้นเสียให้ตาย” พวกเขาพยายามจะบีบให้พระเยซูตัดสินใจ พระองค์สามารถอ้างได้ว่าพวกเจ้าพามาแต่ผู้หญิง แต่ไม่ได้พาผู้ชายมาด้วย แต่พระองค์ไม่ได้ตรัสเช่นนั้นเลย พระองค์ตรัสแต่เพียงว่า “ผู้ใดในพวกท่านที่ไม่มีผิด ก็ให้ผู้นั้นเอาหินขว้างเขาก่อน” และอย่างที่เราทราบดีว่าพวกเขาจึงออกไปทีละคนจนไม่เหลือใครสักคนที่จะเอาหินขว้างผู้หญิงคนนั้นอีก นี่หมายความว่าพระเยซูมาลบล้างธรรมบัญญัติหรือไม่? ไม่ใช่เลย เพราะในพระธรรมมัทธิวบทที่ 5 ข้อที่ 17 พระองค์ได้ตรัสว่า “อย่าคิดว่าเรามาเลิกล้างธรรมบัญญัติและคำของผู้เผยพระวจนะ เรามิได้มาเลิกล้าง แต่มาทำให้สมบูรณ์ทุกประการ” เช่นเดียวกัน พระองค์ตรัสกับหญิงผู้ล่วงประเวณีว่า “เราก็ไม่เอาโทษเจ้าเหมือนกัน จงไปเถิดและอย่าทำผิดอีก” พระธรรมตอนนี้ได้สอนเราในเรื่องการตัดสินใจ ซึ่งผมเรียกว่าข้อคิด “การขว้างก้อนหิน” ซึ่งมีเรื่องที่เราสามารถเรียนรู้ได้สามประการ
ประการแรก “ใครมีสิทธิขว้างก้อนหิน” พระเยซูคริสต์ได้ตรัสว่า “ผู้ใดในพวกท่านที่ไม่มีผิด ก็ให้ผู้นั้นเอาหินขว้างเขาก่อน” ผมเองเป็นคนหนึ่งที่คิดว่าตัวเองไม่มีสิทธิในการขว้างก้อนหิน เพราะผมเป็นคนบาป และยังต้องการความช่วยเหลือจากพระองค์ทุกวัน เป็นเรื่องธรรมดาที่คนทั่วไปมักมองความผิดของผู้อื่นชัดเจนกว่าของตัวเอง ในพระธรรมมัธธิวบทที่7 ข้อ 3 กล่าวว่า “เหตุไฉนท่านมองผงที่ในตาพี่น้องของท่าน แต่ไม้ทั้งท่อนที่อยู่ในตาของท่าน ท่านก็ไม่รู้สึก” ทุกครั้งที่อยากขว้างก้อนหินแห่งการพิพากษาทุกคนจึงควรชักไม้ทั้งท่อนออกจากตาของตัวเองเสียก่อน แล้วท่านจึงจะสามารถเขี่ยผงจากตาของผู้อื่นได้ และเมื่อได้พิจารณาตัวเองต่อพระพักตร์พระเจ้าแล้วท่านจึงสามารถพิจารณาผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม เมื่อนั้นเองท่านจะเป็นผู้ที่ยื่นก้อนหินให้กับพระเยซูคริสต์เจ้า เพราะมีแต่พระองค์เท่านั้นที่ไม่มีบาป
ประการที่สอง “ใครที่ควรถูกขว้างด้วยก้อนหิน” พระเยซูคริสต์ให้ความสำคัญในเรื่องการไม่ละเลยการประพฤติตนในทางธรรม และการเป็นแบบอย่างที่ดีต่อผู้อื่น คริสเตียนจึงต้องจริงจังกับเรื่องของความบาป และไม่ปล่อยให้มีการทำผิดเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่ “ความบาป” กับ “คนบาป” เป็นคนละความหมายกัน พระเยซูคริสต์ทรงรัก “คนบาป” แต่ทรงเกลียดชัง “ความบาป” ก้อนหินจึงสมควรถูกขว้างไปยังความบาปไม่ใช่คนบาป เมื่อมีการทำผิดเกิดขึ้นขอให้ทุกคนจริงจังในการช่วยให้พี่น้องของเรากลับใจใหม่ ด้วยการอธิษฐาน ด้วยการให้อภัย และด้วยการดูแลเอาใจใส่เพื่อป้องกันพี่น้องของเราจากความบาปที่เข้ามาโจมตี แน่นอนว่าเราจะไม่ทำเหมือนคนที่ปิดตาข้างหนึ่งไว้และทำเป็นไม่รับรู้ต่อความบาปของเขา แต่จำเป็นต้องเผชิญหน้ากับเขาด้วยความรัก และทำทุกวิถีทางที่จะนำเขากลับมาสู่ครอบครัวของพระเจ้า พระเยซูคริสต์ตรัสว่า “เราก็ไม่เอาโทษเจ้าเหมือนกัน จงไปเถิดและอย่าทำผิดอีก” การสำนึกผิดและการกลับใจใหม่จึงเป็นเหมือนก้อนหินที่ขว้างไปเพื่อช่วยคนบาปให้พ้นจากความบาปของเขาได้
ประการสุดท้าย “อะไรคือแรงจูงใจในการขว้างก้อนหิน” ในพระธรรม 1โครินธ์บทที่13 ข้อ 1-3 ความว่า “แม้ข้าพเจ้าพูดภาษาแปลกๆได้ เป็นภาษามนุษย์ก็ดี เป็นภาษาทูตสวรรค์ก็ดี แต่ไม่มีความรัก ข้าพเจ้าเป็นเหมือนฆ้องหรือฉาบที่กำลังส่งเสียง แม้ข้าพเจ้าจะเผยพระวจนะได้ และเข้าใจในความล้ำลึกทั้งปวงและมีความรู้ทั้งสิ้น และมีความเชื่อมากยิ่งที่สุดพอจะยกภูเขาไปได้ แต่ไม่มีความรัก ข้าพเจ้าก็ไม่มีค่าอะไรเลย แม้ข้าพเจ้าจะสละของสารพัดหรือยอมให้เอาตัวข้าพเจ้าไปเผาไฟเสีย แต่ไม่มีความรัก จะหาเป็นประโยชน์แก่ข้าพเจ้าไม่” ทั้งสามข้อสรุปเป็นข้อความสั้นๆได้ว่า เราจะล้มเหลวทุกอย่าง ถ้าสิ่งที่เราทำไม่ได้เริ่มต้นมาจาก “ความรัก” เมื่อพบว่าพี่น้องของเราทำในสิ่งที่ไม่ชอบในสายพระเนตรของพระเจ้า แรงจูงใจที่จะเผชิญหน้ากับพี่น้องคนนั้นต้องมาจากความรัก ถ้าไม่มีความรักทุกสิ่งที่พยายามทำก็ไร้ค่า เมื่ออ่าน1โครินธ์บทที่13 ในข้อ 4-7 แล้วจะสามารถเข้าใจชัดเจนขึ้นว่าด้วยความรักเราจะปฏิบัติตัวอย่างไรต่อพี่น้อง แน่นอนว่าเมื่อท่านเผชิญหน้ากับเพื่อนด้วยความรักท่านย่อมสามารถ “อดทนนาน” ซึ่งหมายถึง อด(ยอมทำแม้ต้องสูญเสียสิ่งที่เราต้องการ) ทน(ยอมทำแม้ต้องยอมรับในสิ่งที่ไม่ต้องการ) นาน(ไม่มีสิ้นสุด) นอกจากนี้เราต้องไม่ชื่นชมยินดีเมื่อมีการประพฤติผิด ซึ่งในทุกข้อจะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ดีที่สุด แม้ว่าในระหว่างนั้นอาจถูกเข้าใจผิด และสูญเสียมิตรภาพ แต่หากแน่ใจว่าการกระทำนั้นมาจากความรัก นั่นย่อมเป็นแรงจูงใจที่ดีที่สุดอย่างแน่นอน
การตัดสินใจอนุญาตหรือไม่อนุญาตในการจัดพิธีสมรสต่อกรณีต่างๆนั้นเป็นเรื่องที่ยากสำหรับผู้ที่เป็นศิษยาภิบาล และผู้นำในคริสตจักร ไม่ว่าจะตัดสินใจอย่างไรลงไปก็ตาม ก็ยังคงมีผู้ที่ไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอน ผมอยากหนุนใจท่านมีกำลังใจในการรับใช้ต่อไป และขอให้ท่านมีใจกรุณาในการอธิบายต่อผู้ที่ไม่เข้าใจและสงสัยด้วย ส่วนผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจนั้นผมเองก็อยากหนุนใจให้ท่านได้เข้าไปพูดคุยซักถามว่าผู้นำของเรามีเหตุผลอย่างไร ขออย่าให้เรานำเรื่องนี้ไปพูดกันเองปากต่อปากเลย เพราะนั่นอาจหมายถึงท่านกำลังขว้างหินใส่พี่น้องของท่านอยู่ก็ได้
สุดท้ายผมอยากจะฝากให้ท่านได้ทบทวนทุกๆการตัดสินใจให้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระเจ้า และมาจากความรัก เพราะมีคนจำนวนมากจริงๆที่มารากขมขื่นจากการถูกปฏิเสธ และรู้สึกว่าตนถูกขว้างก้อนหินจากพี่น้องในคริสตจักร ผู้เชื่อที่เคยเป็นหญิงขายบริการถูกลบหลู่ศักดิ์ศรี คนที่มีปัญหาเรื่องเอกลักษณ์ทางเพศถูกล้อเลียนเหมือนเรื่องสนุก คนที่ติดเหล้าถูกไล่ออกจากคริสตจักร คนป่วยทางจิตไม่ได้รับการต้อนรับ อย่าได้ปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปเฉยๆนะครับ ขอให้เราดูแลพี่น้องของเรา โดยเฉพาะในเรื่องของความรู้สึกให้มาก มีผู้เชื่อใหม่หลายคนที่ต้องหลงกลับไปสู่โลกเก่าของตน เพียงเพราะขาดคนที่มาเข้าใจ แม้ว่าภายนอกของเขาอาจดูเฉยๆและไม่ถือสาต่อคำนินทา แต่ใจของพวกเขาชอกช้ำเหลือเกิน ดังนั้นถามตัวเองอีกครั้งเมื่อคิดจะขว้างหินว่า “ใครคือผู้ขว้าง ใครคือผู้สมควรถูกขว้าง และเราขว้างด้วยแรงจูงใจอะไร” ขอพระเจ้าอวยพรครับ